Tourism War สงครามการท่องเที่ยวเอเชีย - 1

ในช่วงปี 2024–2025 การท่องเที่ยวไม่ใช่แค่กิจกรรมพักผ่อนอีกต่อไป แต่กลายเป็น “อาวุธทางเศรษฐกิจ” ของเอเชีย ที่หลายประเทศเร่งใช้ภาคท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในเครื่องจักรช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลหลายประเทศใช้มาตรการทุกทางเพื่อดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ อย่างเต็มกำลัง

 

 จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Tourism War” หรือ สงครามดึงนักท่องเที่ยวแบบเต็มรูปแบบ

 

SCB EIC ระบุว่า การแข่งขันในสมรภูมิ Tourism War ของเอเชียมีผู้เล่นหลักอย่างไทย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ รวมถึงจีนที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งสำคัญเพิ่มเติมอีกหนึ่งประเทศ

นอกจากนี้ แต่ละประเทศยังตั้งเป้าการเติบโตด้านการท่องเที่ยวไว้สูงกว่า 10% YoY สะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์เชิงรุกที่ต้องการผลักดันภาคท่องเที่ยวให้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก ซึ่งจะทำให้การแข่งขันในเวที Tourism War เข้มข้นยิ่งขึ้นในระยะต่อไป

 

โดยกลยุทธ์สำคัญที่หลายประเทศนำมาใช้ในสมรภูมิ Tourism War ได้แก่

1.การเร่งออกมาตรการพิเศษด้านวีซ่าในการเจาะนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งในปีนี้หลายประเทศต่างทยอยออกมาตรการวีซ่าเพิ่มเติมเพื่อขยายตลาดนักท่องเที่ยวทั้งการยกเว้นวีซ่า และการออกวีซ่าประเภทพิเศษ

  1. การสร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว (Brand image) ที่เน้นการสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่มากขึ้น เพื่อดึงความสนใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
  2. การใช้คอนเทนต์บนสื่อออนไลน์และพลังของอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อสร้างกระแสโพรโมตการท่องเที่ยวให้เข้าถึงคนทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วและยังต่อยอดเสริมภาพลักษณ์ประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. การร่วมกับภาคธุรกิจท่องเที่ยวในการออกแคมเพนโพรโมชัน ซึ่งครอบคลุมทั้งตั๋วเครื่องบิน โรงแรมที่พัก และกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อสร้างแรงจูงใจและเร่งการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว
  4. การยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเดิมให้มีความแปลกใหม่ ควบคู่กับการสร้างแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-made destinations) เพื่อเพิ่มจุดขายใหม่ให้แข่งขันกับประเทศอื่นได้
  5. การพัฒนาเครือข่ายเส้นทางการบินให้ครอบคลุมเส้นทางมากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความได้เปรียบในการขยายตลาดนักท่องเที่ยว

 

แม้สมรภูมิ Tourism War จะช่วยปลุกการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในเอเชียให้คึกคักขึ้น แต่ก็สร้างแรงกดดันต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังหดตัวสวนทางกับหลายประเทศที่ขยายตัวแข็งแกร่ง การเข้าถึงตลาดนักท่องเที่ยวเป้าหมายทำได้ยากขึ้นจากที่ตลาดมีความทับซ้อนสูงในหลายประเทศ และการเพิ่มการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่ยังจำกัด

ผลกระทบจาก Tourism war ที่เกิดขึ้นกำลังผลักดันให้ภาคธุรกิจไทยต้องเร่งปรับแผนรับมือกับสถานการณ์ให้ทันท่วงที

ซึ่ง SCB EIC แนะนำถึงกลยุทธ​เสริมศักยภาพในการแข่งขัน ผ่าน 3 กลุ่มนักท่องเที่ยว ประกอบด้วย

  1. กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ไทยยังเป็นผู้นำ แต่เริ่มกระจายไปเที่ยวประเทศอื่นเพิ่มขึ้น ได้แก่ มาเลเซีย, อินเดีย, รัสเซีย, สหราชอาณาจักร และฟิลิปปินส์ โดยภาคธุรกิจควรให้ความสำคัญกับการรักษาความได้เปรียบในการแข่งขัน มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพบริการ ควบคู่กับการสร้างประสบการณ์ใหม่เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวกลับมาเยือนซ้ำและเพิ่มการใช้จ่ายในการท่องเที่ยว
  2. กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เติบโตสูงในหลายประเทศ แต่ยังขยายตัวไม่มากในไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น, สหรัฐฯ, ออสเตรเลีย และแคนาดา ซึ่งภาคธุรกิจควรเดินหน้าโพรโมตการท่องเที่ยวและสร้างจุดขายที่แตกต่างเพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวที่ยังมีความต้องการเดินทางสูงเดินทางเข้าไทยมากขึ้น
  3. กลุ่มนักท่องเที่ยวที่แข่งขันกันรุนแรงและไทยเผชิญกับภาวะชะลอตัว ได้แก่ จีน, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย โดยภาคธุรกิจภายใต้ความร่วมมือกับภาครัฐ ควรใช้กลยุทธ์การตลาดเชิงรุกเพื่อกระตุ้นตลาดให้ฟื้นตัวโดยเร็วผ่านการทำโพรโมชันแบบเจาะประเทศควบคู่กับการโพรโมตการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ดี ในระยะยาว ภาคธุรกิจควรเน้นกลยุทธ์ที่ช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น

  1. การสร้างแบรนด์ท่องเที่ยวที่โดดเด่นแตกต่างจากประเทศคู่แข่ง
  2. การยกระดับประสบการณ์ใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยวอยู่เสมอผ่านการจัดกิจกรรม อิเวนต์ หรือบริการที่สอดรับเทรนด์การท่องเที่ยวยุคใหม่
  3. การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับเครือข่ายผู้ให้บริการท่องเที่ยวในประเทศต้นทางเพื่อผลักดันนักท่องเที่ยวเข้าไทยอย่างต่อเนื่อง

About The Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *