ทำไม AOT ถึงเลือกแก้ไขสัญญา King Power แทนการประมูลใหม่ - 1

ช่วงก่อนหน้านี้ King Power Duty Free ผู้รับสัมปทานร้านค้าปลอดอากรในสนามบินภายใต้ AOT ส่งหนังสือถึง AOT ขอหารือแนวทางแก้ไขปัญหา และเสนอให้ยกเลิกสัญญาสัมปทานเดิม เนื่องจากอ้างว่าประสบปัญหาทางธุรกิจจากปัจจัยหลายด้าน เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก ผลจากโควิด-19 นโยบายภาครัฐ และสภาพการแข่งขันที่เปลี่ยนไป

 

ทาง AOT จึงตั้งคณะทำงานและที่ปรึกษาเพื่อศึกษา “ทางเลือก” ว่า ควรยกเลิกสัญญาแล้วเปิดประมูลใหม่ หรือควรเจรจาแก้ไขสัญญากับ King Power เดิม

 

ผลจากการพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการ AOT ครั้งล่าสุด (2 ธันวาคม 2568) ได้มีมติเห็นชอบให้ “แก้ไขสัญญา” กับ King Power สำหรับ 5 ท่าอากาศยานหลัก แทนการยกเลิกและประมูลใหม่

 

ซึ่งการแก้ไขสัญญาในครั้งนี้ AOT  ให้เหตุผลว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าจากหลายปัจจัยสำคัญ ดังนี้

1.รักษาความต่อเนื่องในการให้บริการ

เนื่องจากการยกเลิกสัญญาเก่าแล้วต้องเปิดประมูลใหม่ จะมีช่วงเวลาที่สนามบินไม่มีผู้ประกอบการดิวตี้ฟรี ทำให้บริการแก่ผู้โดยสารขาดตอน และกระทบ ระดับการให้บริการ (Level of Service)” ของสนามบินโดยรวม

 

2.หลีกเลี่ยงช่วงสูญเสียรายได้

AOT มองว่าการเปิดประมูลใหม่อาจใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 14 เดือน ส่งผลให้ AOT ขาดรายได้จากค่าผลประโยชน์ตอบแทนในช่วงเวลานั้น

 

3.ผลตอบแทนคุ้มค่าและมั่นคงกว่า

จากการศึกษา ทางเลือกแก้สัญญาให้ผลตอบแทนทางการเงินรวมที่ดีกว่ากรณียกเลิกและเปิดประมูลใหม่ และไม่ต่ำกว่าข้อเสนอของผู้ยื่นประมูลลำดับสองในครั้งก่อนหน้านี้

 

4.ลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการจ้างงาน

การยกเลิกสัมปทานอาจกระทบต่อผู้ประกอบการ พนักงาน และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสร้างความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจโดยรวม AOT มองว่า การแก้สัญญาจะช่วยลดความเสียหายเหล่านี้ได้

 

โดยสัญญาที่ AOT ปรับแก้ให้กับ King Power มีการปรับเงื่อนไข ดังนี้

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

-ยังคงการเรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำต่อหัว (MG) ตามจำนวนผู้โดยสาร โดยเป็นการเรียกเก็บแบบรายปี ในอัตราปัจจุบันที่ 232.90 บาทต่อคนและมีการเติบโตในอัตรา 5% ทุกปีอย่างต่อเนื่อง

-ได้ส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) 35% ของมูลค่าซื้อต่อผู้โดยสาร (Spending per Head) ส่วนเกิน ในกรณีที่สถานการณ์อุตสาหกรรมการบินปรับตัวดีขึ้น ซึ่งมากกว่าสัญญาเดิมที่เรียกเก็บส่วนแบ่งรายได้ 20% ตลอดอายุสัญญา

-ขยายระยะเวลาของสัญญาออกไปอีก 2 ปี ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนา ทสภ.ที่คาดว่า จะดำเนินการก่อสร้างในส่วนของอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) แล้วเสร็จในช่วงปี พ.ศ.2575 โดยการขยาย ระยะเวลาของสัญญาดังกล่าวจะครอบคลุมช่วงที่ต้องปิดซ่อมแซมพื้นที่ทุกส่วนในอาคารผู้โดยสารหลังปัจจุบัน

 

ท่าอากาศยานดอนเมือง

-ยังคงการเรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำต่อตารางเมตร ในอัตรา 39,187.76 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน

-เรียกเก็บส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) ที่ 20% ตามสัญญาเดิม และหากอัตราการฟื้นตัวของจำนวนผู้โดยสารกลับมาเกินร้อยละ 100 ทอท.จะกลับไปใช้อัตรา ค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำต่อตารางเมตรตามที่เคยตกลงไว้ก่อนหน้า

-ขยายระยะเวลาของสัญญาเพิ่มอีก 2 ปี

 

ท่าอากาศยานภูเก็ต,เชียงไหม่ และหาดใหญ่

-ยังคงการเรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ (MG) ตามจำนวนผู้โดยสาร โดยเป็นการเรียกเก็บแบบรายปี ในอัตราปัจจุบันที่129.67 บาทต่อคน และนับตั้งแต่ปี 2573 มีการเติบโตในอัตรา 5% ทุกปีอย่างต่อเนื่อง

-ได้ส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) 35% ของมูลค่าซื้อต่อผู้โดยสาร (Spending per Head) ส่วนเกิน ในกรณีที่สถานการณ์อุตสาหกรรมการบินปรับตัวดีขึ้น จากเดิมเรียกเก็บส่วนแบ่งรายได้ 20% ตลอดอายุสัญญา

 

ทั้งนี้ ภายหลังการแก้ไขสัญญาแล้ว ในอนาคตหากธุรกิจกลับมาเหมือนเดิมตามข้อเสนอการดำเนินงาน กิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (Proposal) ของ King Power Duty Free  AOT ขอสงวนสิทธิ์ที่จะขอเรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนเดิม ตามที่ KPD เสนอใน Proposal

About The Author

Leave a Reply

Discover more from Talk About Market

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading