ตลาดก่อสร้างไทยในปี 2569 ยังอยู่ในภาวะเติบโตแบบจำกัด โดยมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ประมาณ 1.41 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นงานก่อสร้างภาครัฐประมาณ 860,000 ล้านบาท เติบโต 1% และภาคเอกชนประมาณ 551,000 ล้านบาท ลดลง 1% อ้างอิงข้อมูลจาก SCB EIC
บนความต้องการวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มเติบโตในระดับเพียง 1% จระเข้ คอร์ปอเรชั่น ได้วางแนวทางธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตในครึ่งหลัง 2569 ผ่านทิศทางรักษาความแข็งแกร่งในตลาดหลักได้แก่ กาวซีเมนต์และยาแนว และเพิ่มสัดส่วนการเติบโตจากธุรกิจที่ยังมีโอกาส ทั้งเคมีก่อสร้าง งานรีโนเวต โครงการขนาดใหญ่ ตลาดต่างประเทศ และ Green Construction ผ่านกลยุทธ์ 6 ประการ ดังนี้
1.รักษาตลาดหลัก พร้อมเร่งการเติบโตใน Chemical Products
กาวซีเมนต์และยาแนวถือเป็นธุรกิจหลักของจระเข้ คอร์ปอเรชั่น โดยในปีที่ผ่านมา จระเข้ มีส่วนแบ่งในตลาดกาวซีเมนต์และยาแนวกว่า 50% ทำให้เป้าหมายของจระเข้ในกลุ่มนี้ คือการรักษาความเป็นผู้นำ และทำให้ธุรกิจหลักยังสามารถเติบโตได้ในระดับไม่ต่ำกว่าตลาด ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความหลากหลายให้กับไลน์อัพสินค้า และตอบโจทย์เพลนพอยต์ผู้บริโภค เช่นที่ผ่านมามีการเปิดตัวกาวซีเมนต์ที่ลดคราบขาวจากการปูหินธรรมชาติ เป็นต้น
นอกจากนี้ในกลุ่ม Chemical Products หรือเคมีก่อสร้าง ซึ่งจระเข้มองว่ายังมีช่องว่างให้เติบโตได้อีก ผ่านสินค้าประเภทงานกันซึม งานซ่อมพื้น งานปรับปรุงพื้นผิว รวมถึงการนำนวัตกรรมใหม่ๆ ออกสู่ตลาดเพื่อสร้างจุดแข็งที่แตกต่างจากคู่แข่ง เช่นปูนฉาบบาง เป็นต้น เพื่อเป้าหมายสร้างการเติบโตในกลุ่มสินค้านี้มากกว่าตลาด
2.หาโอกาสจากตลาดรีโนเวต พร้อมขยายสู่งานโครงการขนาดใหญ่
ในวันที่ตลาดก่อสร้างใหม่บางเซกเมนต์ชะลอตัว โดยเฉพาะ โครงการที่อยู่อาศัยใหม่ ซึ่งได้รับแรงกดดันจากกำลังซื้อ หนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อ และสต็อกที่อยู่อาศัยคงเหลือ ทำให้ผู้ประกอบการระมัดระวังการเปิดโครงการใหม่มากขึ้น
SCB EIC คาดว่าในปี 2569 มูลค่าการก่อสร้างที่อยู่อาศัยจะหดตัวประมาณ 2% ขณะที่การเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลคาดว่าจะลดลง 5% เหลือประมาณ 39,000 หน่วย
ทำให้จระเข้มองหาโอกาสผ่านตลาดที่มีการเติบโต เช่น ตลาดการซ่อมแซม รีโนเวต และบำรุงรักษาอาคารเดิมทั้งงานปูกระเบื้อง งานกันซึม งานซ่อมพื้น และการฟื้นฟูพื้นผิว ซึ่งตลาดนี้ถือเป็นตลาดที่มีการเติบโต จากการปรับปรุงพื้นที่ให้บริการต่างๆ ของภาคเอกชน เช่นโรงแรมเพื่อต้อนรับลูกค้า, ความนิยมในการซื้อบ้านมือสอง, การรับการส่งต่อบ้านที่อยู่ของครอบครัวไปยัง Gen ใหม่ การที่ผู้บริโภคในการทำงานในรูปแบบ Work From Home ฟรีแลนซ์มากขึ้น ทำให้เกิดความนิยมในการปรับปรุงบ้านให้น่าอยู่ ด้วยการนำสินค้าเข้าไปตอบสนองความต้องการผ่านกลุ่มสินค้าในรูปแบบแพ็คเกจปกติ ที่เหมาะกับการใช้งานรีโนเวตและซ่อมแซมขนาดใหญ่ที่เหมาะสำหรับผู้รับเหมา และ JORAKAY Easy สินค้าที่เจาะตลาดผู้ที่ต้องการ D.I.Y. บ้านด้วยตัวเอง
นอกจากนี้จระเข้มองเห็นโอกาสในการพาตัวเองเติบโตจากการเข้าไปเป็นหนึ่งในโครงการต่างๆ โดยเฉพาะ โครงการภาครัฐและ Infrastructure ยังถือเป็นโครงการที่สร้างโอกาส จากมูลค่าก่อสร้างภาครัฐปี 2569 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1% เป็นประมาณ 860,000 ล้านบาท ผ่าน Mega Project ที่ดำเนินการอยู่ รวมถึงการเริ่มประมูลโครงการใหม่ที่จะเกิดขึ้น
3.สร้าง JORAKAY EXPERT ECOSYSTEM เชื่อมธุรกิจให้เป็นระบบเดียวกัน
ด้วยความหลากหลายของสินค้า ช่องทางการจัดจำหน่าย และกลุ่มลูกค้า ทำให้จระเข้มีแนวทางเชื่อมโยงธุรกิจทั้งหมดเข้าด้วยกันภายใต้ JORAKAY EXPERT ECOSYSTEM ประกอบด้วย Product, Innovation, International, Channel, JORAKAY Academy และ Contact Center เพื่อให้จระเข้สามารถเข้าถึงลูกค้าและพัฒนาสินค้าใหม่ๆ บริการก่อนและหลังการขาย และให้ความรู้เป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อเชื่อมโยงการขายในรูปแบบ Solution ที่ครอบคลุมงานก่อสร้างมากขึ้น
ซึ่งหนึ่งในส่วนสำคัญของการสร้าง JORAKAY EXPERT ECOSYSTEM คือ ช่องทางที่การเข้าถึงลูกค้าให้ครอบคลุมหลายช่องทาง ตั้งแต่ร้านค้าตัวแทนจำหน่าย Modern Trade ไปจนถึง Online เพื่อรองรับพฤติกรรมการซื้อที่แตกต่างกันของทั้งช่าง ผู้รับเหมา และเจ้าของบ้าน
รวมถึงการใช้เครือข่าย JORAKAY SHOP กว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ผลักดันกลยุทธ์ B2B2C เชื่อมจระเข้ ร้านค้าตัวแทนจำหน่าย ช่าง และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน ซึ่งนอกจากช่วยเพิ่มโอกาสในการขายแล้ว ยังทำให้จระเข้สามารถเข้าใกล้ End User และตลาดรีโนเวตได้มากขึ้น
และ Online ในการเข้าถึงเจ้าของบ้านที่ต้องการซื้อสินค้าไปซ่อมแซมหรือปรับปรุงบ้านด้วยตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบให้ใช้งานง่ายอย่าง JORAKAY Easy
4.พัฒนาฝีมือพนักงานและช่าง เพื่อยกระดับมาตรฐานการใช้งานสินค้า
จระเข้ให้ความสำคัญกับ JORAKAY Academy เพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน ตั้งแต่บุคลากรภายในบริษัท ไปจนถึงช่างและบุคลากรในอุตสาหกรรมก่อสร้าง เพื่อรู้จักและเรียนรู้การใช้งานสินค้าของจระเข้อย่างถูกต้อง ยกระดับคุณภาพของงาน และทำให้นวัตกรรมใหม่ของจระเข้สามารถถูกนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกับช่วยสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับกลุ่มช่าง
เช่นที่ผ่านมีการจับมือกับ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานและภาคอาชีวศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะและมาตรฐานฝีมือแรงงาน ปัจจุบันจระเข้ระบุว่ามีการพัฒนาทักษะบุคลากรแล้วมากกว่า 30,000 คน
5.เพิ่มสัดส่วนรายได้ต่างประเทศ
นอกจากการรักษาและขยายตลาดในประเทศไทย จระเข้ยังต้องการเพิ่มน้ำหนักของธุรกิจต่างประเทศ เพื่อสร้างความสมดุลให้กับธุรกิจโดยไม่ต้องพึ่งพาตลาดในประเทศเป็นหลัก
ปัจจุบันรายได้ต่างประเทศยังมีสัดส่วนในระดับ Single Digit และมีเป้าหมายระยะยาวที่จะเพิ่มเป็นประมาณ 15–20% จากการให้ความสำคัญกับตลาดใน LMV โดยเฉพาะเวียดนามและลาว ก่อนขยายไปยังประเทศอื่นในเอเชีย ซึ่งแต่ละประเทศจะใช้รูปแบบการเข้าสู่ตลาดแตกต่างกัน ตั้งแต่ Partner การตั้งบริษัทลูก ไปจนถึง Joint Venture ตามความเหมาะสมของตลาด
6.Green Construction ตลาดที่มีโอกาสเติบโตในระยะยาว
จากเทรนด์ Green Building, Low-Carbon Construction และ Wellness Living ที่ทำให้ทั้งผู้พัฒนาโครงการและผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และคุณภาพอากาศมากขึ้น ทำให้จระเข้มองว่า Green Construction คือหนึ่งในโอกาสที่สามารถสร้างการเติบโตในระยะยาว ผ่านสินค้าต่างๆ ที่นำเสนอ
โดยในปัจจุบันจระเข้มีสินค้าเป็นมิตรต่อผู้อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมและผู้ใช้ในสัดส่วน 63% พร้อมกับตั้งเป้า Carbon Neutrality ภายในปี 2045 และ Net Zero GHG Emissions ภายในปี 2050
ทั้งหมดเป็นการกระจายแหล่งการเติบโต เพื่อให้จระเข้ยังสามารถขยายธุรกิจได้ในวันที่ตลาดก่อสร้างโดยรวมไม่ได้เติบโตสูงเหมือนในอดีต