หากพูดถึง Starbucks หลายคนอาจนึกถึงลาเต้ คาปูชิโน หรืออเมริกาโน แต่มีเครื่องดื่มอีกหนึ่งเมนูที่มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของแบรนด์ไม่แพ้กาแฟแก้วไหน นั่นคือ Frappuccino
เครื่องดื่มปั่นเย็นที่กลายเป็นเมนูยอดนิยมของคนทั่วโลก และเป็นหนึ่งในสินค้าที่ช่วยขยายฐานลูกค้าของ Starbucks ออกจากกลุ่มคนดื่มกาแฟแบบดั้งเดิมไปสู่คนรุ่นใหม่ และผู้บริโภคที่อาจไม่ได้ชื่นชอบกาแฟเข้มข้นมากนัก
เบื้องหลังความสำเร็จของ Frappuccino น่าสนใจไม่น้อย เพราะเมนูนี้ไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นจาก Starbucks ตั้งแต่แรก
เนื่องจาก Frappuccino ได้ถือกำเนิดครั้งแรกในปี 1992 โดยร้านกาแฟที่ชื่อ The Coffee Connection ในเมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา เพื่อเข้ามาแก้ปัญหายอดขายตกในช่วงหน้าร้อน
ซึ่งในเวลานั้น Andrew Frank ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของ The Coffee Connection ได้ทดลองพัฒนาเครื่องดื่มที่ผสมเอสเปรสโซ นม น้ำแข็ง และน้ำตาล ปั่นด้วยเครื่องลักษณะคล้าย Soft-Serve Machine ก่อนตั้งชื่อว่า Frappuccino ที่มาจากคำว่า “Frappe” และ “Cappuccino”
โดย Frappuccino ถือเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าที่ต้องการเครื่องดื่มกาแฟที่ให้ความเย็นสดชื่นในการดื่ม โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อน
และ Frappuccino มาเป็นของ Starbucks ได้อย่างไร
สิ่งที่ทำให้ Frappuccino ได้กลายมาเป็นเครื่องดื่มที่สร้างชื่อเสียงให้กับ Starbucks มาจากในปี 1994 Starbucks ได้เข้าซื้อกิจการ The Coffee Connection ด้วยมูลค่า 23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 750 ล้านบาท อ้างอิงจากค่าเงินปัจจุบัน พร้อมสิทธิ์ในการใช้ชื่อ Frappuccino ก่อนจะนำมาพัฒนาเป็นสูตรของตัวเองใน 2 รสชาติ ได้แก่ Coffee Frappuccino และ Mocha Frappuccino ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการทั่วสหรัฐอเมริกาและแคนาดาในปี 1995
การนำ Frappuccino มาจำหน่ายในครั้งนั้น เดิม Starbucks ยังไม่มั่นใจในเครื่องดื่มประเภทนี้มากนัก จากคาดหวังยอดขายเพียง 100,000 แก้วต่อสัปดาห์
แต่ผลปรากฏว่าสัปดาห์แรกขายได้ประมาณ 200,000 แก้ว สัปดาห์ถัดมา 400,000 แก้ว และสัปดาห์ที่สามแตะ 800,000 แก้ว
ในเวลาไม่นาน Frappuccino ได้กลายเป็นหนึ่งในสินค้าขายดีที่สุดของ Starbucks และเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเมนูใหม่อีกจำนวนมาก เช่น Caramel Frappuccino, Java Chip Frappuccino, Green Tea Frappuccino รวมถึงเมนูตามฤดูกาลและเมนูพิเศษในแต่ละประเทศ ที่กลายเป็นเครื่องดื่มที่สามารถสร้างความแปลกใหม่ให้กับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง
และนอกจากนี้ Frappuccino ยังมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ Starbucks สามารถขยายฐานลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น พร้อมกับความถี่ในการดื่มจากการรังสรรค์เมนูใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดในประเทศเขตร้อน เช่น ประเทศไทย เป็นต้น
เช่นในปี 2025 Starbucks ให้ข้อมูลว่าเมนูเครื่องดื่มเย็น เช่น Iced Coffee, Cold Brew และ Frappuccino สามารถสร้างยอดขายสัดส่วนได้มากถึง 60% จากยอดขายทั้งหมด ซึ่ง Frappuccino คือหนึ่งในนั้น
ทำให้ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี Frappuccino ที่เกิดจากโจทย์ง่าย ๆ คือ ร้านกาแฟต้องการเมนูเย็นมาช่วยขายในหน้าร้อน แต่เมื่อ Starbucks ซื้อสิทธิ์ไปต่อยอด มันกลายเป็นเครื่องดื่มที่เปลี่ยน Starbucks จากแบรนด์กาแฟร้อนให้เป็นแบรนด์เครื่องดื่มไลฟ์สไตล์ระดับโลก
ความสำเร็จของ Frappuccino ไม่ได้อยู่ที่ความเป็นกาแฟเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเป็น “เครื่องดื่มที่ปรับแต่งได้ สนุก ถ่ายรูปได้ และขายได้ทั้งในร้านกับนอกสาขา” ซึ่งกลายเป็นสูตรสำคัญของ Starbucks ในยุคที่เครื่องดื่มเย็นกำลังครองตลาด
อ้างอิง
https://www.bostonmagazine.com/news/2012/12/07/frappuccino-history/
https://www.today.com/food/starbucks-didn-t-invent-frappuccino-here-s-who-did-t130891