ก่อนที่ PlayStation ของ Sony จะกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจเกมขนาดใหญ่ของโลก ในอดีต Play Station เคยมีจุดเริ่มต้นจาก Project ที่ Sony และ Nintendo ที่เคยพยายามพัฒนาร่วมกัน มาก่อน
ซึ่งในเวลานั้น Nintendo ต้องการพัฒนาเครื่อง Super Nintendo Entertainment System หรือ SNES ให้สามารถเล่นเกมผ่านแผ่น CD-ROM ได้ นอกเหนือจากตลับเกมแบบเดิม จึงจับมือกับ Sony ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีแผ่น CD เข้ามาร่วมพัฒนา Project เครื่องเล่นเกมร่วมกัน
เมื่อย้อนกลับไปในอดีต Nintendo ถือเป็นเครื่องเล่นเกมมีประวัติยาวนาน โดยเริ่มต้นจากบริษัทผลิตและจำหน่ายไพ่ญี่ปุ่น Hanafuda ในเมืองเกียวโต ก่อนค่อย ๆ ขยายเข้าสู่ธุรกิจของเล่นและวิดีโอเกม และเปิดตัว Family Computer หรือ Famicom ในญี่ปุ่นปี 1983
ส่วน Sony ก่อตั้งขึ้นในปี 1946 ภายใต้ชื่อ Tokyo Tsushin Kogyo ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น Sony ในปี 1958 ธุรกิจหลักของ Sony ในเวลานั้นอยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่วิทยุ โทรทัศน์ เครื่องเล่นเพลง ไปจนถึงเทคโนโลยี Compact Disc
ทั้งคู่ถือเป็นบริษัทที่มีจุดเด่น ความเชี่ยวชาญ และความแข็งแกร่งคนละด้าน โดย Nintendo เป็นผู้เล่นใหญ่ในโลกวิดีโอเกม ส่วน Sony มีความเชี่ยวชาญด้านอิเล็กทรอนิกส์ เสียง และ CD-ROM
และความเชี่ยวชาญที่ต่างกันนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งสองบริษัทเข้าหากัน เนื่องจากต้นปี 1990 Nintendo กำลังพัฒนา Super Famicom หรือ Super Nintendo Entertainment System: SNES และ Sony มองเห็นโอกาสนำเทคโนโลยี CD-ROM ของตัวเองเข้ามาใช้กับเครื่องเกมแทนการพึ่งพาตลับ ROM เพียงอย่างเดียว
ทำให้ทั้งคู่ทำข้อตกลงร่วมกันพัฒนาเครื่อง Super NES CD-ROM เครื่องเกมที่สามารถเล่นได้ทั้งตลับของ Super Nintendo และแผ่น CD-ROM
พร้อมกับใช้ชื่อชั่วคราว ว่า PlayStation และชื่อนี้ได้กลายเป็นชื่อ PlayStation ของ Sony ในเวลาต่อมา
Project Play Station ได้เริ่มต้นในช่วงต้นปี 1990 ซึ่งในเวลานั้นความร่วมมือเป็นไปได้อย่างดี จน Nintendo และ Sony ประกาศต่อสาธารณะว่ากำลังร่วมพัฒนาเทคโนโลยี Compact Disc สำหรับ Super Famicom รวมกัน พร้อมประกาศแผนเปิดตัวระบบเกมที่ทำงานร่วมกับ Nintendo ก่อนงาน Consumer Electronics Show หรือ CES ที่ Chicago
แต่ด้วย Business Model ของธุรกิจเครื่องเล่นเกมไม่ได้มีรายได้เพียงจากการขาย Hardware เท่านั้น เพราะเจ้าของ Platform ยังมีรายได้จาก Software ค่าลิขสิทธิ์ และการอนุญาตให้ผู้พัฒนาเกมเข้ามาอยู่บนระบบ ซึ่งเป็นโมเดลที่ Nintendo ใช้อยู่แล้วตั้งแต่ยุค Famicom และ NES
ด้วยเหตุนี้ Nintendo จึงเริ่มกังวลว่าหากเดินหน้าตามข้อตกลงเดิมที่ทำร่วมกันไว้ตั้งแต่เริ่มต้นจับมือทำ Project Play Station จะทำให้ Sony มีสิทธิ์ในธุรกิจเกมบน CD-ROM มากเกินไป โดยเฉพาะเรื่อง Licensing และการผลิตแผ่นเกม
ซึ่งต่างจากรูปแบบเดิมของ Nintendo ที่เป็นคนกำหนดเองว่าเกมไหนจะเข้ามาขายบนเครื่อง และจะบริหารรายได้จากเกมเหล่านั้นอย่างไร และเพราะเงื่อนไขนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายแตกหักในเวลาต่อมา
จน Nintendo ได้ตัดสินใจถอนตัวจากความร่วมมือกับ Sony และหันไปหา Philips แทน
ส่วน Sony เลือกเดินหน้าต่อด้วยตัวเอง ในชื่อ PlayStation จนกลายเป็นคู่แข่งของ Nintendo ในเวลาต่อมา
หลังโครงการร่วมกับ Nintendo ยุติลง ภายใน Sony ยังมีความเห็นไม่ตรงกันว่าควรเดินหน้าธุรกิจเกมต่อหรือไม่ แต่ Ken Kutaragi หัวหน้าโครงการ PlayStation ยังคงผลักดันให้ Sony พัฒนาเครื่องเกม CD-ROM ของตัวเองต่อ โดยมองว่าธุรกิจเกมเป็นโอกาสใหม่ของ Sony ได้ จน Norio Ohga ประธาน Sony ในเวลานั้น ได้อนุมัติเดินหน้าต่อ
จนในปี 1994 PlayStation ถือกำเนิด และกลับมาเจอ Nintendo ในฐานะคู่แข่ง และขยายไปยังอเมริกาเหนือและยุโรปในปีถัดมา
และการทำตลาดของ PlayStation Sony ยังเลือกเดินเกมต่างจาก Nintendo เช่นการใช้แผ่น CD ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าตลับ สามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่า รวมถึงเปิดเงื่อนไขให้นักพัฒนา Third-party เข้ามาทำเกมบน Platform ได้ง่ายขึ้น จนสามารถดึง Publisher มากกว่า 100 ราย เข้าร่วม และมีเกมมากกว่า 300 เกม อยู่ในแผนหรือระหว่างการพัฒนา
นอกจากนี้ Sony ยังให้ความสำคัญกับเกม 3D จากการมองเห็นโอกาสของอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนจากภาพสองมิติไปสู่สามมิติ
ผลที่ได้กลับมาคือ PlayStation เติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยยอดขายสะสมของ PlayStation ที่มีมากกว่า 102.4 ล้านเครื่องทั่วโลก
ขณะที่ Nintendo 64 ซึ่งเปิดตัวตามมาในปี 1996 และยังเลือกใช้ตลับเกม มียอดขายสะสม 32.93 ล้านเครื่อง
การเปิดตัวของ PlayStation 2 ในปี 2000 ได้ประสบความสำเร็จอย่างมาก จนมียอดจำหน่ายสะสมมากกว่า 160 ล้านเครื่อง กลายเป็นหนึ่งในเครื่องเกมที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์
Nintendo ส่ง GameCube ลงแข่งขันในปี 2001 และมียอดขายสะสม 21.74 ล้านเครื่อง
ในปี 2006 Nintendo เปิดตัว Wii ขณะที่ Sony เปิดตัว PlayStation 3 ในปีเดียวกัน โดยในช่วงเริ่มต้น Wii ถือเป็นเครื่องเล่นเกมที่ประสบความสำเร็จ จากความแปลกใหม่ในการเล่น ด้วยการใช้ Controller ที่ตรวจจับการเคลื่อนไหวและขยายกลุ่มผู้เล่นไปยังครอบครัวและ Casual Gamer ทำให้Wii มียอดขายสะสม 101.63 ล้านเครื่อง สูงกว่า PlayStation 3 ของ Sony ที่ทำได้มากกว่า 87.4 ล้านเครื่อง
ส่วนปัจจุบันทั้ง Nintendo และ PlayStation ยังอยู่ในตลาด Console แต่ Positioning แตกต่างกันชัดเจนกว่าในอดีต
Nintendo ยังคงวาง การพัฒนา Hardware และ Software ให้ทำงานร่วมกันเป็นศูนย์กลางของธุรกิจ โดยใช้ IP ที่แข็งแรง เช่น Mario, Zelda, Pokémon, Animal Crossing และ Splatoon เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนเลือกซื้อเครื่อง Nintendo
พร้อมขยาย IP เหล่านี้ออกไปยังภาพยนตร์ Merchandise และ Theme Park เพื่อเพิ่มจำนวนคนที่รู้จักและมีความสัมพันธ์กับ Nintendo
เช่นในเดือนมิถุนายน 2025 Nintendo เปิดตัว Nintendo Switch 2 ซึ่งยังคงแนวคิด Hybrid Console ที่เล่นได้ทั้งแบบพกพาและต่อกับโทรทัศน์
และจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2026 Switch 2 มียอดจำหน่ายสะสม 23.68 ล้านเครื่อง หลังวางจำหน่ายเพียงกว่าหนึ่งปี
ส่วน Nintendo Switch รุ่นแรกมียอดสะสม 156.59 ล้านเครื่อง ขณะที่ Mario Kart World ซึ่งเป็นเกมหลักของ Switch 2 ขายไปแล้ว 15.39 ล้านชุด
สำหรับผลประกอบการสิ้นปีงบประมาณในเดือนมีนาคม 2026 (ปีงบประมาณตามปฏิทินญี่ปุ่น) Nintendo มีรายได้ 2.313 ล้านล้านเยน และกำไรจากการดำเนินงาน 360,100 ล้านเยน
ส่วน PlayStation กลายเป็นมากกว่าธุรกิจขายเครื่องเกม โดยในปัจจุบัน Sony ได้ทำตลาด PlayStation ผ่านกลุ่ม Game & Network Services และสร้างยอดขายให้กับ PlayStation 5 (อ้างอิง 30 มิถุนายน 2026) มากกว่า 95 ล้านเครื่องทั่วโลก และ PlayStation มี Monthly Active Users ราว 125 ล้าน Account
ในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2026 ธุรกิจ Game & Network Services ของ Sony มีรายได้รวมประมาณ 4.686 ล้านล้านเยน และกำไรจากการดำเนินงาน 463,300 ล้านเยน
ในจำนวนนี้ รายได้จาก Digital Software และ Add-on Content อยู่ที่ประมาณ 2.415 ล้านล้านเยน รายได้จาก Network Services 763,100 ล้านเยน ขณะที่ Hardware & Others อยู่ที่ประมาณ 1.392 ล้านล้านเยน
สะท้อนว่า PlayStation ในวันนี้ไม่ได้แข่งขันเพียงว่าใครขาย Console ได้มากกว่า แต่แข่งขันผ่าน Ecosystem ที่ประกอบด้วยเกม Digital Content บริการ Network และฐานผู้ใช้งานที่กลับมาใช้ Platform อย่างต่อเนื่อง
และทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากโครงการหนึ่งที่ Nintendo และ Sony เคยตั้งใจจะสร้างร่วมกัน ก่อนการแยกทางจะผลักให้ Sony สร้าง PlayStation ของตัวเอง และเปลี่ยนอดีต Partner ให้กลายเป็นคู่แข่งที่อยู่ในตลาดเดียวกันมานานกว่าสามทศวรรษ
อ้างอิง
https://www.latimes.com/archives/la-xpm-1991-02-05-fi-935-story.html
https://www.latimes.com/archives/la-xpm-1991-06-04-fi-301-story.html
https://www.sony.com/en/SonyInfo/CorporateInfo/History/SonyHistory/2-09.html
https://www.wipo.int/edocs/infogdocs/playstation/en/
https://www.worldradiohistory.com/Archive-All-Music/Billboard/90s/1991/BB-1991-06-15.pdf
https://www.nintendo.co.jp/ir/pdf/2008/080424e.pdf
https://www.sony.com/en/SonyInfo/IR/library/presen/er/pdf/25q4_sonypre.pdf
https://sonyinteractive.com/en/our-company/business-data-sales/
https://www.nintendo.co.jp/ir/en/sale/hard_soft/index.html