CJ MORE

ถ้ามองผิวเผิน 7-Eleven กับ CJ MORE อาจดูเหมือนอยู่ในสนามเดียวกัน คือธุรกิจร้านสะดวกซื้อที่ต้องแข่งกันเรื่องทำเล จำนวนสาขา ราคา โปรโมชัน และความใกล้บ้าน

 

แต่ถ้ามองลึกลงไป เกมของสองแบรนด์นี้อาจไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด

 

เพราะ 7-Eleven วางตัวเองเป็นร้านสะดวกซื้อ ส่วน CJ MORE วางตัวเองเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตชุมชน จากสินค้าที่ครบ และหลายหมวดหมู่กว่า บนคอนเซ็ปต์ “ครบ ถูก คุ้ม” ด้วยการส่งมอบสินค้าที่หลากหลาย ครบจบในที่เดียว พร้อมโปรโมชันราคาถูกทุกวัน

 

นอกจากนี้ ภายใต้ CJ MORE ยังดึงดูดลูกค้าผ่านกลยุทธ์การรวมแบรนด์ในเครือไว้ในที่เดียวกัน เช่น CJ Supermarket, Bao Café, UNO, 9 Beauty, Tian Tian เป็นต้น

 

ถ้ามองในเกมการแข่งขัน แม้จะไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงในกลุ่มร้านสะดวกซื้อ แต่ CJ MORE ถือเป็นคู่แข่งที่น่าจับตาของ 7-Eleven จากการขยายสาขาอย่างก้าวกระโดด โดยข้อมูลล่าสุด 25 เมษายน 2569 CJ MORE มีสาขามากถึง 2,000 สาขา เป็นสาขาที่เติบโตจากเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ที่มีอยู่ 1,500 สาขา

 

และการขยายสาขาของ CJ MORE ในหลายๆ พื้นที่ยังตั้งอยู่ใกล้กับ 7-Eleven เพื่อแย่งชิงเม็ดเงินลูกค้าให้เข้ามาจับจ่ายอีกด้วย

 

ส่วนในปี 2569 CJ MORE เน้นการขยายสาขาไปยังพื้นที่ใหม่ๆ ในทุกจังหวัด เพื่อพาตัวเองให้เป็นร้านค้าปลีกในชุมชน ที่เข้าถึงลูกค้าได้เพิ่มขึ้น และครอบคลุมทั่วประเทศในอนาคต เพื่อสอดคล้องกับเป้าหมายที่ เสถียร เสถียรธรรมะ เคยให้ข้อมูลเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ว่าภายในปี 2569-2570 CJ MORE จะเร่งขยายสาขาเฉลี่ย 600 สาขาต่อปี ผ่านเม็ดเงินการลงทุนเฉลี่ย 8 ล้านบาทต่อสาขา

 

ในด้านของรายได้ CJ MORE เป็นหนึ่งในธุรกิจของ บริษัท ซี.เจ. เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป จำกัด โดย 5 ปีที่ผ่านมา ภายใต้บริษัท ซี.เจ. เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป จำกัด มีผลประกอบการรายงานกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าดังนี้

 

2563 รายได้รวม 18,417.69 ล้านบาท กำไร 933.74 ล้านบาท

2564 รายได้รวม 29,723.24 ล้านบาท กำไร 1,364.87 ล้านบาท

2565 รายได้รวม 35,556.81 ล้านบาท กำไร 1,772.09 ล้านบาท

2566 รายได้รวม 44,464.59 ล้านบาท กำไร 2,623.15 ล้านบาท

2567 รายได้รวม 59,550.76 ล้านบาท กำไร 3,858.83 ล้านบาท

ส่วนปี 2568 ยังไม่มีรายได้ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

 

แม้ CJ MORE จะเป็นคู่แข่งที่น่าสนใจ แต่ความท้าทายของการแข่งขันนอกเหนือจากสาขาที่น้อยกว่า 7-Eleven หลายเท่า CJ MORE ยังไม่มีระบบเดลิเวอรีเป็นของตัวเอง โดยยังคงต้องอาศัย LINE MAN เป็นแพลตฟอร์มในการจัดส่งสินค้าถึงมือลูกค้า

 

ซึ่งการจัดส่งเดลิเวอรีถือเป็นหนึ่งในท่าไม้ตายของ 7-Eleven ที่ใช้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ดึงดูดเม็ดเงินลูกค้าจากความสะดวกสบายในการซื้อสินค้าโดยไม่ต้องไปที่สาขา

 

และ 7-Eleven ยังเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งกว่าจากการเป็นแบรนด์ที่อยู่มานาน และเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากสาขาที่เปิดอยู่หลายๆ ประเทศทั่วโลก

 

ตลอดจน 7-Eleven ยังมีกลุ่มสินค้า Ready to Eat และบริการเสริมต่างๆ ที่ทำให้สาขา 7-Eleven กลายเป็นมากกว่าร้านซื้อของ แต่เป็นจุดบริการในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค

 

อย่างไรก็ดี แม้ CJ MORE จะโตเร็ว แต่การแข่งขันกับ 7-Eleven ยังเป็นเกมระยะยาวที่ต้องใช้ทั้งสาขา ราคา สินค้า และระบบหลังบ้านเข้ามาสู้พร้อมกัน

 

ทำให้การขยายสาขาของ CJ MORE ครบ 2,000 สาขาในครั้งนี้ อาจไม่ใช่สงครามร้านสะดวกซื้อแบบตรงไปตรงมา แต่คือการแข่งขันเพื่อครองพื้นที่ค้าปลีกใกล้บ้านของผู้บริโภค

 

โดย 7-Eleven ชนะด้วยความสะดวก ความเร็ว และความถี่ในการใช้งาน ส่วน CJ MORE กำลังพยายามชนะด้วยความครบ ความคุ้ม และการเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตชุมชนที่ตอบโจทย์การซื้อของเข้าบ้านมากขึ้น

 

เกมนี้จึงไม่ได้วัดกันแค่ว่าใครมีสาขามากกว่า แต่ต้องดูว่าใครสามารถเข้าไปอยู่ในพฤติกรรมประจำวันของผู้บริโภคได้ลึกกว่ากัน

About The Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *