กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) และ MUFG ร่วมฉายภาพวิสัยทัศน์และมุมมองต่ออนาคตเศรษฐกิจไทยในงาน “THE BANGKOK BUSINESS SUMMIT 2026” โดยนำเสนอแนวทางรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน และความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ โดยชู 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ช่วยเปิดกว้างการเข้าถึงเงินทุน การเชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับเศรษฐกิจและเงินทุนระดับภูมิภาค รวมถึงเงินทุนภาคเอกชนที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยและอาเซียนในระยะยาว
ภายในงาน สยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานกลุ่มธุรกิจลูกค้ารายย่อยและลูกค้าบุคคล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในหัวข้อ “Building Thailand’s Trusted Economy: Digital Public Infrastructure for Inclusive Growth” โดยชี้ว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย ต้องสร้างบนรากฐานของ ความเชื่อมั่น ความปลอดภัย และการเข้าถึงอย่างทั่วถึง พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศทางการเงินที่เชื่อมโยง เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงินและแหล่งเงินทุนให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ SME ตลอดจนยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญคือการผลักดันประเทศไทยสู่ Trusted Digital Economy ของอาเซียนภายในปี 2578 โดยมี Digital Public Infrastructure เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคการเงิน พร้อมยกระดับการไหลเวียนของข้อมูลและธุรกรรมให้มีประสิทธิภาพ
สำหรับภาค SME นายสยามมองว่า เป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย และที่ผ่านมา ภาคสถาบันการเงินพยายามสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับกระบวนการขอสินเชื่อให้สะดวกและรวดเร็วขึ้น รวมถึงนำเสนออัตราดอกเบี้ยที่แข่งขันได้ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญยังอยู่ที่การเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากข้อมูล โดยแม้ธนาคารจะพิจารณาข้อมูลทางเลือกนอกเหนือจาก Financial Statement เพื่อประกอบการพิจารณาสินเชื่อ แต่การตรวจสอบและยืนยันข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อสะท้อนความสามารถในการชำระหนี้ที่ถูกต้อง ยังคงทำให้กระบวนการมีความซับซ้อน ใช้เวลา และมีต้นทุนสูง ซึ่งท้ายที่สุดอาจสะท้อนกลับไปยังต้นทุนทางการเงินของลูกค้า
แต่ในปัจจุบัน Digital Public Infrastructure โดยเฉพาะ PromptBiz ได้เข้ามาช่วยปลดล็อกข้อจำกัดดังกล่าว โดยเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เชื่อมโยงข้อมูลการค้าระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขาย และสถาบันการเงินอย่างเป็นมาตรฐานและปลอดภัย ช่วยให้ข้อมูลธุรกรรมและใบแจ้งหนี้ตรวจสอบได้ ลดความเสี่ยงจากเอกสารปลอมหรือการขอสินเชื่อซ้ำ และช่วยให้สถาบันการเงินประเมินและสนับสนุนสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ SME มีสภาพคล่องดีขึ้น ลดการพึ่งพาหลักประกัน และเพิ่มประสิทธิภาพตลอด Supply Chain
ในระยะต่อไป PromptBiz ยังมีศักยภาพในการต่อยอดจากการสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุน สู่การเป็น โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงบริษัทขนาดใหญ่ SME และสถาบันการเงินตลอดทั้ง Ecosystem เชื่อมต่อภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของ Supply Chain ทั้งด้านเงินทุน ข้อมูล ความรู้ และเทคโนโลยี พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตและการปรับตัวของภาคธุรกิจ
การยกระดับดังกล่าวจึงมีความหมายมากกว่าการเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนของ SME แต่เป็น รากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของภาคธุรกิจ และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตเพื่อพลิกโฉมอุตสาหกรรมไทยให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
“วันนี้เรามีทั้ง Reinvent Thailand เป็น Roadmap มี PromptBiz เป็น Platform และมีสถาบันการเงินที่พร้อมช่วยสนับสนุนทางการเงินบน Ecosystem นี้สิ่งสำคัญคือ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน มาร่วมลงมือกันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง พาธุรกิจทุกขนาดเปลี่ยนผ่านและเติบโตไปพร้อมกัน พร้อมขับเคลื่อนศักยภาพของประเทศไทยไปสู่การเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม” สยามกล่าว
ด้าน มาซามิจิ โคโนะ ที่ปรึกษาอาวุโส MUFG Bank; กรรมการมูลนิธิ IFRS Foundation และสมาชิก Friends of Multilateralism Group (FMG) ประเทศญี่ปุ่น ร่วมเสวนาบนเวทีหลักในหัวข้อ “The Global Acceleration Economy: De-Risking the Decade for ASEAN” โดยสะท้อนภาพเศรษฐกิจโลกในยุคแห่งการเร่งตัว (Acceleration Economy) ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน พร้อมชี้ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้อาเซียนรักษาความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุน และเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น
หนึ่งในโอกาสสำคัญของไทยคือ กระบวนการเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) ของประเทศไทย ซึ่งคุณโคโนะมองว่า ประโยชน์เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วง Technical Review ที่ไทยจะได้เทียบเคียงนโยบาย กรอบการดำเนินงาน แนวปฏิบัติ และมาตรฐานที่สอดคล้องกับประเทศสมาชิก ช่วยยกระดับมาตรฐาน เพิ่มความโปร่งใส เสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเชื่อมโยงไทยกับเศรษฐกิจโลกได้ลึกซึ้งขึ้น
พร้อมกันนี้ คุณโคโนะยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของระบบการค้าพหุภาคีที่ยึดหลักกติกาสากล (Rules-based Multilateral Trading System) และความร่วมมือระหว่างประเทศในการส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของภูมิภาค พร้อมสะท้อนว่า นักลงทุนญี่ปุ่นยังคงมองประเทศไทยเป็นจุดหมายการลงทุนและศูนย์กลางของภูมิภาคที่มีศักยภาพ ด้วยจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ฐานอุตสาหกรรมที่มีความพร้อม รวมถึงกรอบทางเศรษฐกิจที่เปิดกว้างและยึดหลักกติกาสากล
แม้เศรษฐกิจโลกจะมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น แต่คุณโคโนะได้เน้นย้ำถึงความยืดหยุ่นและการพร้อมรับมือของระบบการค้าพหุภาคี โดยชี้ให้เห็นว่า ข้อตกลงทางการค้าแบบทวิภาคีและระดับภูมิภาคยังคงได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของ WTO มากกว่าที่จะเข้ามาแทนที่ ทั้งยังย้ำว่า การรักษาตลาดที่เสรี เป็นธรรมและเปิดกว้าง ซึ่งช่วยดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพในระดับภูมิภาค ตลอดจนการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมปรับตัว จะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย และส่งเสริมบทบาทของไทยในการเติบโตและการรวมตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาค
สำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืน คุณโคโนะชูบทบาทของ Transition Finance ในการสนับสนุนภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมให้เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ พร้อมสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย ควบคู่กับการเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานสามารถรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนในระยะยาว ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจำเป็นต้องมาพร้อมกับการเปิดเผยข้อมูลที่มีคุณภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือของตลาด ดึงดูดเงินทุนระยะยาว และทำให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้รับความเชื่อมั่นในระยะยาว
บทสรุปจากการเสวนาครั้งนี้ตอกย้ำว่า การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยต้องขับเคลื่อน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การเชื่อมโยงในระดับภูมิภาค และการเงินเพื่อความยั่งยืน ไปพร้อมกัน โดยมี “ความเชื่อมั่น” เป็นรากฐาน ตั้งแต่ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไปจนถึงมาตรฐานสากล ความโปร่งใส และระบบการเงินที่พร้อมสนับสนุนภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม
ในฐานะธนาคารชั้นนำแห่งภูมิภาคเพื่อความยั่งยืน กรุงศรี พร้อมผสานเครือข่ายระดับโลกของ MUFG, ความเชี่ยวชาญด้านการเงิน และนวัตกรรม เพื่อเป็น “Trusted Partner” ที่เชื่อมโอกาส เงินทุน และการเติบโตให้กับภาคธุรกิจไทย พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยและอาเซียนสู่อนาคตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน