ในยุคที่ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงทั้งรถ EV และรถสันดาป ที่ต่างนำเสนอสเปค โปรโมชั่น และอื่นๆ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินผู้บริโภคให้ตัดสินใจซื้อแบรนด์ตัวเองแทนคู่แข่ง
แต่เมื่อลูกค้าซื้อรถไปใช้เป็นที่เรียบร้อย พวกเขามีความรู้สึกกับรถที่ใช้อยู่อย่างไร
ผลการสำรวจล่าสุดจาก นีลเส็นไอคิว (NIQ) ประจำปี 2568 ได้เผยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจของกลุ่มผู้ซื้อรถยนต์ชาวไทยกว่า 3,479 รายทั่วประเทศ โดยพบว่าหัวใจสำคัญที่ผู้บริโภคยุคนี้มองหาไม่ใช่แค่เรื่องของดีไซน์หรือเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ “คุณภาพที่จับต้องได้จริง” ในชีวิตประจำวัน ซึ่งผลการสำรวจนี้ มีสาระสำคัญ 2 ประการได้แก่
1.มาตรฐานใหม่ของคำว่าคุณภาพ
จากการเก็บข้อมูลกลุ่มผู้ใช้ทั้งรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% หรือ BEV : Battery Electric Vehicle และรถยนต์สันดาปทั่วไป พบว่าความคาดหวังต่อคุณภาพรถยนต์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
มณีณัฐฐา จิระเสวีจินดา ผู้อำนวยการบริหาร ฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกผู้บริโภค ธุรกิจยานยนต์ นีลเส็นไอคิว ประเทศไทย ให้ข้อมูลว่าวันนี้ผู้ใช้งานให้ความสำคัญอย่างมากกับความง่ายในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการตอบสนองของระบบดิจิทัล ความสบายในการขับขี่ หรือประสิทธิภาพของแอร์ ผู้ผลิตที่สามารถผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับสมรรถนะที่น่าเชื่อถือ ทำให้การใช้งานเป็นไปอย่างราบรื่นในทุกวัน ความน่าเชื่อถือของตัวรถ และประสิทธิภาพในการขับขี่จริง ไม่ว่าจะเป็นรถประเภทไหนก็ตาม
การสำรวจนี้ได้วัดจากเกณฑ์ของปัญหาที่พบต่อรถยนต์ 100 คัน หรือที่เรียกว่าคะแนน PP100 (ยิ่งคะแนนน้อย ยิ่งสะท้อนถึงคุณภาพที่สูง) ผลการศึกษาพบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้:
รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) มีค่าเฉลี่ยปัญหาอยู่ที่ 174 ปัญหาต่อรถ 100 คัน
รถยนต์สันดาป มีค่าเฉลี่ยปัญหาอยู่ที่ 169 ปัญหาต่อรถ 100 คัน
ความแตกต่างของตัวเลขนี้ได้สะท้อนถึงพฤติกรรมการใช้งานและตัวตนของผู้ขับขี่ที่แตกต่างกัน มากกว่าจะเป็นการประเมิน “ความน่าเชื่อถือ” ของรถยนต์โดยตรง ซึ้งผู้ผลิตรายไหนที่สามารถผสมผสานเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยให้เข้ากับสมรรถนะที่น่าเชื่อถือได้ จะกลายเป็นผู้นำตลาดท่ามกลางความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
2.ปัญหาหลักที่พบในรถยนต์แต่ละประเภท ได้แก่
-ผู้ใช้ BEV เมื่อระบบดิจิทัลยังไม่ลื่นไหลเท่าใจคิด
ปัญหาใหญ่ที่สุดที่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) คือเรื่องของ ระบบดิจิทัล (ACEN) ซึ่งครอบคลุมทั้งเครื่องเสียง ความบันเทิง และระบบนำทาง โดยมีคะแนนปัญหาสูงถึง 28.0 PP100 (เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 20.8 PP100) และปัญหาที่คนพูดถึงบ่อยที่สุดคือ หน้าจอสัมผัสที่ตอบสนองล่าช้าหรือไม่เสถียร ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการควบคุมรถไฟฟ้าในยุคนี้
นอกจากเรื่องระบบซอฟต์แวร์แล้ว “ความกังวลเรื่องพลังงาน” ยังเป็นโจทย์ใหญ่ เนื่องจากปัญหาการชาร์จไฟที่บ้าน มีปัญหาเพิ่มขึ้นเป็น 6.2 PP100 โดยผู้ใช้ถึง 64% ระบุว่าต้องใช้เวลารอนานกว่า 8 ชั่วโมงเพื่อให้แบตเตอรี่เต็ม
นอกจากนี้ระยะทางการวิ่งของรถเมื่อชาร์จไฟหนึ่งครั้ง ผู้ใช้เริ่มพบปัญหา “ระยะทางวิ่งลดลงอย่างกะทันหัน” เพิ่มขึ้นจาก 0.7 เป็น 2.1 PP100 ในปีนี้
-รถยนต์สันดาปกับความคาดหวังที่พุ่งสูงขึ้น
ในฝั่งของรถยนต์สันดาป แม้จะดูเหมือนมีปัญหาน้อยกว่าในเชิงสถิติ แต่ความพึงพอใจของผู้ใช้กลับน่ากังวล เพราะกลุ่มผู้ซื้อใหม่ในปัจจุบันมีความคาดหวังที่สูงขึ้น โดยในปีนี้จากการวิจัยพบว่าผู้ใช้รถยนต์สันดาปถึง 85% ที่รายงานว่าพบปัญหาอย่างน้อย 1 ปัญหา เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มี 78% และปัญหาที่ถูกพูดถึงมากขึ้นคือ “กำลังรถยนต์ไม่เพียงพอ” ซึ่งขยับจาก 3.5 เป็น 4.5 PP100
อย่างไรก็ดีสำหรับจุดบอดที่รถทุกประเภทเจอเหมือนกันคือ การกันสะเทือนและเสียงรบกวนจากระบบการกันการสั่นสะเทือนที่ไม่ดีพอทำให้ความสบายในการขับขี่ลดลง และระบบปรับอากาศ: การทำความเย็นที่ไม่เร็วพอ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับสภาพอากาศในเมืองไทย

3.ใครคือเจ้าของรถยนต์ในวันนี้?
การเปลี่ยนแปลงของผู้ใช้รถยนต์ในประเทศไทย ทั้งจากผู้ซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และรถทั่วไป ที่มีกลุ่มผู้ขับขี่ที่กว้างขึ้นและมีความหลากหลายมากกว่าเดิม
–กลุ่มผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (BEV)
กลุ่มผู้ซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามีช่วงอายุที่เพิ่มสูงขึ้น โดยสัดส่วนผู้ซื้อที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปเพิ่มจาก 33% ในปี 2567 เป็น 38% ในปี 2568
ขณะเดียวกัน การใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มที่มีครอบครัวขนาดใหญ่ โดยสัดส่วนของผู้ใช้งานที่มีผู้โดยสารตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปเพิ่มขึ้นจาก 36% เป็น 42% แนวโน้มเหล่านี้สะท้อนชัดว่า รถยนต์พลังงานไฟฟ้าไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มผู้ใช้งานยุคแรก แต่กำลังก้าวสู่การเป็นตัวเลือกของกลุ่มผู้ใช้งานที่มีฐานกว้างขึ้น
–กลุ่มผู้ใช้รถยนต์ทั่วไปที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น
ผู้ซื้อรถยนต์สันดาปได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้ซื้อรถยนต์ใหม่ที่มีรายได้ครอบครัวอย่างน้อย 95,000 บาทต่อเดือน เพิ่มจาก 22% เป็น 27% สะท้อนถึงการขยายตัวของกลุ่มผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อมากขึ้น นอกจากนี้ ความคาดหวังต่อคุณภาพรถยนต์ทั่วไปก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย โดยผู้ใช้รถยนต์ทั่วไป 85% รายงานว่าพบปัญหาการใช้งานอย่างน้อย 1 ปัญหาในปี 2568 เพิ่มขึ้นจาก 78% ในปี 2567
แนวโน้มจากทั้งสองกลุ่มผู้ใช้งานสะท้อนชัดว่า ตลาดรถยนต์ไทยกำลังเผชิญกับความคาดหวังที่สูงขึ้น ซึ่งเกิดจากประสบการณ์การใช้งานรถในชีวิตประจำวัน และความต้องการให้สมรรถนะของรถยนต์ตอบโจทย์การใช้งานจริงมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดีผลการวิจัยนี้เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับผู้ผลิตรถยนต์ว่า ผู้บริโภคชาวไทยมีความละเอียดและคาดหวังความสมบูรณ์แบบในการใช้งานจริงมากขึ้น การจะครองใจผู้ซื้อในพ.ศ. นี้ จึงไม่ใช่แค่การแข่งกันที่ความแปลกใหม่ แต่เป็นการแข่งกันที่ “ความใส่ใจในคุณภาพ” เพื่อสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่ราบรื่นที่สุดในทุกๆ วัน