ในวันนี้ ZUS COFFEE (ซุส คอฟฟี่) ร้านกาแฟสเปเชียลตี้จากมาเลเซีย เดินหน้าบุกตลาดไทยอย่างเป็นทางการ หลังจากเข้ามาทดลองตลาดตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 ด้วยการเปิดสาขาแรกที่อารีย์
จนปัจจุบันมีสาขา 15 สาขา กระจายอยู่ในกรุงเทพ
ผู้บริหาร ZUS COFFEE ให้ข้อมูลว่า การเข้ามาลงเล่นในธุรกิจร้านกาแฟสเปเชียลตี้ในประเทศไทย เนื่องจากตลาดกาแฟในประเทศไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพและอัตราการเติบโตสูงแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ประกอบกับการขยายตลาดไปยังประเทศไทย เป็นหนึ่งในการต่อยอดธุรกิจจากการทำตลาดไปยังต่างประเทศ โดยที่ผ่านมา ZUS COFFEE มีสาขามากกว่า 1,000 สาขา ครอบคลุม 5 ประเทศ ประกอบด้วย
มาเลเซีย 860 สาขา
ฟิลิปปินส์ 160 สาขา
สิงคโปร์ และบรูไน ประเทศละน้อยกว่า 10 สาขา
ไทย 15 สาขา
และกำลังจะขยายสาขาไปยังอินโดนีเซียในอนาคต
ส่วนเหตุผลที่ ZUS COFFEE เข้ามาอยู่ในประเทศไทยในระยะเวลาหนึ่ง ถึงเพิ่งเริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการ Talk About Market มองว่ามาจากความต้องการเรียนรู้ตลาด ศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคไทย เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนปรับตัวเองให้เหมาะสมกับวัฒนธรรม และพฤติกรรมของคนไทย ที่มีความแตกต่างจากมาเลเซีย
เช่น การปรับระดับความหวานของกาแฟ จากเดิมที่มีให้เลือกเพียง 2 ระดับ คือ หวานน้อย และหวานปกติ เพิ่มเป็น 4 ระดับ เพื่อให้สอดคล้องกับรสนิยมของผู้บริโภคไทย
รวมถึงการพัฒนาเครื่องดื่มเมนูอื่นที่ไม่ใช่กาแฟเข้ามาจำหน่าย เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคไทยที่ไม่นิยมดื่มกาแฟหลังช่วงบ่ายสอง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่แตกต่างจากผู้บริโภคในมาเลเซียที่นิยมดื่มกาแฟตลอดทั้งวัน
สำหรับเกมการตลาดของ ZUS COFFEE ในปี 2569 หลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ได้วางกลยุทธ์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ดังนี้
1.ขยายสาขาให้ครบ 50 สาขาในสิ้นปี 2569 โดยเน้นทำเลในกรุงเทพชั้นกลางและกรุงเทพชั้นในเป็นหลัก ขณะที่กรุงเทพชั้นนอกจะเลือกปักหมุดในศูนย์การค้าขนาดใหญ่ อาทิ เซ็นทรัล อีสต์วิลล์ และเซ็นทรัล เวสต์เกต
การขยายสาขาของ ZUS COFFEE อยู่ในรูปแบบสาขา 3 รูปแบบ บนพื้นที่ให้บริการ 40–120 ตร.ม. แบ่งเป็น
ในศูนย์การค้า 20 สาขา
อาคารสำนักงาน 25 สาขา
Street Shop 5 สาขา
2.จับมือกับพาร์ทเนอร์ Santan Foods ให้บริการควบคู่ไปกับเครื่องดื่ม
3.นำจุดแข็งของการสั่งเครื่องดื่มผ่านแอปพลิเคชัน ZUS App ซึ่งประสบความสำเร็จมาแล้วในมาเลเซีย มาปรับใช้ในตลาดไทย เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าสามารถสั่งล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชันก่อนเข้าร้าน และรับเครื่องดื่มได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคิว พร้อม Benefit ที่มอบให้
นอกจากนี้ แอปพลิเคชัน ZUS App ยังทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูลลูกค้า ช่วยให้ ZUS COFFEE สามารถนำข้อมูลไปต่อยอดในการออกแบบแคมเปญ โปรโมชั่น และพัฒนาเมนูเครื่องดื่มให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุดมากขึ้น
โดยในปัจจุบัน ZUS App มีลูกค้าดาวน์โหลดใช้บริการมากถึง 11 ล้านดาวน์โหลด จาก 5 ประเทศที่เปิดให้บริการ
4.มีการพัฒนาเมนูเครื่องดื่มใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง และเป็นเมนูที่มีความสนุกสนานในการดื่ม เช่น การออกเมนูอเมริกาโนต้มยำที่มีกลิ่นตะไคร้ของต้มยำและความเปรี้ยวจากมะนาว
5. Collab กับพาร์ทเนอร์ในกลุ่มไลฟ์สไตล์ เพื่อให้แบรนด์เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค ซึ่ง Talk About Market มองว่าการ Collab กับพาร์ทเนอร์ในกลุ่มไลฟ์สไตล์ ทำให้ ZUS COFFEE เข้าถึงคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ในการดื่มกาแฟสเปเชียลตี้ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากผู้บริหารให้ข้อมูลว่า ZUS COFFEE ยังมี Brand Awareness ที่สามารถเติบโตได้อีกมากในประเทศไทย
6.วางตัวเองเป็นกาแฟสเปเชียลตี้ในราคาเริ่มต้นแก้วละ 65 บาท เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถซื้อดื่มได้ทุกวัน
อย่างไรก็ดี การเข้ามาทำตลาดอย่างเป็นทางการของ ZUS COFFEE ได้กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ให้กับคอกาแฟในประเทศไทย บนสมรภูมิกาแฟสเปเชียลตี้ระดับราคา 65 บาท ซึ่งเป็นตลาดที่มีผู้เล่นรายใหญ่อยู่แล้ว อาทิ One to Two และ Uno Coffee ที่มีเครือข่ายสาขาจำนวนมาก