มูลค่าก่อสร้าง

2569 ถือเป็นปีที่ภาคก่อสร้างยังต้อง “ทรงตัวท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน” จากบทวิเคราะห์ของ SCB EIC พบว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยยังคงอยู่ในระดับทรงตัวด้วยมูลค่า 1.41 ล้านล้านบาท ที่เกิดจากปัจจัยบวกและลบที่ถ่วงสมดุลกันอยู่ตลอดทั้งปี

มูลค่าการก่อสร้าง

2561     มูลค่า 1,269 ล้านบาท

2562     มูลค่า 1,297 ล้านบาท

2563     มูลค่า 1,312 ล้านบาท

2564     มูลค่า 1,362 ล้านบาท

2565     มูลค่า 1,369 ล้านบาท

2566     มูลค่า 1,377 ล้านบาท

2567     มูลค่า 1,408 ล้านบาท

คาดการณ์ 2568  มูลค่า 1,411 ล้านบาท

คาดการณ์ 2569  มูลค่า 1,411 ล้านบาท

 

ปัจจัยที่ทำให้มูลค่าตลาดทรงตัวมาจาก

1.มูลค่าก่อสร้างจากโครงการของภาครัฐมีการโตเพียงเล็กน้อยจากโครงการขนาดใหญ่

มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐในปี 2569 มีแนวโน้ม ขยายตัวเล็กน้อย +1% YoY แตะระดับประมาณ 860,000 ล้านบาท

โดยการเติบโตของมูลค่าก่อสร้างภาครัฐมีความท้าทายจากการเผชิญแรงกดดันผ่านงบประมาณรายจ่ายปี 2569 ที่มีวงเงินลงทุนลดลงถึง 5% จากปีก่อน รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจส่งผลให้การเบิกจ่ายล่าช้า

แต่ถ้ามองในด้านบวกในปี 2569 ยังมีโครงการ Mega Project หลายโครงการยังคงเดินหน้าต่อ พร้อมกับการเปิดประมูลโครงการขนาดใหม่ หลายโครงการในรอบปี

 

2.ภาคเอกชนชะลอตัวต่อเนื่องตามตลาดที่อยู่อาศัย

คาดการณ์ว่ามูลค่าการก่อสร้างภาคเอกชนปี 2569 จะหดตัวต่อเนื่องลง 1% เหลือ 551,000 ล้านบาท การหดตัวนี้ส่วนหนึ่งมาจากภาคที่อยู่อาศัยที่ยังซบเซาตามภาวะตลาด ขณะที่อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์มีแนวโน้มทรงตัว

ประกอบกับพื้นที่ขออนุญาตก่อสร้างที่หดตัวในช่วงปี 2567–2568 จะยิ่งส่งผลให้กิจกรรมก่อสร้างในภาคเอกชนชะลอตัวเพิ่มขึ้น

 

3.ความท้าทายหลักของอุตสาหกรรมก่อสร้าง

แม้ราคาวัสดุก่อสร้างเริ่มลดลง แต่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับก่อนปี 2565 ขณะเดียวกันแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะแรงงานจากเมียนมา มีจำนวนลดลงต่อเนื่อง

ส่งผลให้ ต้นทุนค่าแรงและค่าก่อสร้างโดยรวมยังอยู่ในระดับสูง

อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องจับตาคือ ผลกระทบจากแผ่นดินไหวในภูมิภาค ทำให้เจ้าของโครงการเข้มงวดด้านมาตรฐานวัสดุและขั้นตอนก่อสร้างมากขึ้น

รวมถึงการแข่งขันจาก ผู้รับเหมาจีน ที่เข้ามาในตลาดมากขึ้น ทำให้ราคาการประมูลงานก่อสร้างถูกกดลง และกระทบต่อธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานที่ใช้วัสดุจากจีน

 

4.ภาคก่อสร้างยังต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะกลาง เช่น

ภาวะ Oversupply ของตลาดอสังหาริมทรัพย์

Productivity ต่ำ เมื่อเทียบกับต่างประเทศ

และแรงกดดันจากนโยบาย ลดการปล่อยคาร์บอน (Emission Reduction)

 

สำหรับแนวทางปรับตัวของผู้รับเหมาก่อสร้างเพื่อรับมือกับความท้าทาย SCB EIC แนะนำว่า ผู้ประกอบการจึงเริ่มปรับกลยุทธ์ทั้งในเชิงธุรกิจและการดำเนินงาน ได้แก่

  • เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ : ร่วมมือกับพันธมิตร รวมถึงระมัดระวังการเข้าประมูลแบบแข่งขันด้านราคา
  • ควบคุมต้นทุนก่อสร้าง : เป็นพันธมิตรกับผู้ค้า และผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างอย่างหลากหลาย ทำสัญญาสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างล่วงหน้า รวมถึงวางแผนการใช้แรงงาน
  • ให้ความสำคัญกับการบริหาร Backlog : ปรับสัดส่วนในการเข้าประมูลงานก่อสร้างภาครัฐ และภาคเอกชนอย่างเหมาะสม รวมถึงดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผน
  • สร้างความน่าเชื่อถือ : ยกระดับความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างต่างชาติที่มีความน่าเชื่อถือ
  • ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่ม Productivity : ลงทุนนำเทคโนโลยีก่อสร้างมาใช้ เป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างต่างชาติที่ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี รวมถึงพัฒนาบุคลากร
  • ลดการปล่อย Emission : กำหนดเป้าหมาย และตัวชี้วัด ไปจนถึงรายงานผลการดำเนินการ เป็นพันธมิตรกับผู้ค้า และผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลงทุนนำเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ทั้งในพื้นที่ก่อสร้าง และสำนักงาน

 

 

About The Author

Leave a Reply

Discover more from Talk About Market

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading