ในวันที่องค์กรต่าง ๆ มองเห็นโอกาสจาก AI และจัดกิจกรรม Hackathon อย่างต่อเนื่อง เพื่อค้นหาไอเดียและแนวทางใหม่ ๆ จากนักพัฒนาที่เข้ามาแข่งขัน
ทรู คอร์ปอเรชั่น คือหนึ่งในองค์กรที่จัด Hackathon เช่นกัน โดยในปีนี้ได้ต่อยอดผ่านโครงการ AI For All Hackathon ที่ร่วมจับมือกับเครือซีพี, อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป และ Amazon Web Service (AWS) เปิดให้บุคคลทั่วไป แม้ไม่มีความรู้ด้านไอทีหรือการเขียนโค้ด ก็สามารถสมัครเข้าร่วมได้
ซึ่งโครงการ AI For All Hackathon ถือเป็นแนวทาง Hackathon ที่แตกต่างจากการแข่งขันทั่วไป เพราะไม่ได้เริ่มต้นจากทักษะด้านเทคโนโลยี แต่ใช้ 6 ปัญหาที่คนไทยกำลังเผชิญเป็นจุดตั้งต้นของการคิดไอเดีย ได้แก่ การศึกษาและทักษะแห่งอนาคต, SMEs และเศรษฐกิจท้องถิ่น, เกษตรและอาหาร, สุขภาพและสังคมสูงวัย, การเดินทางและเมืองอัจฉริยะ และการสร้างชุมชนให้เข้มแข็งและยั่งยืน
สิ่งที่ทำให้โครงการ AI For All Hackathon เน้นการเข้าถึงบุคคลทั่วไปมาจาก
1.ต่อยอดความร่วมมือให้คนไทยเข้าถึง AI มากขึ้น
โครงการ AI For All Hackathon เป็นหนึ่งในการต่อยอดการจับมือร่วมกันระหว่างเครือซีพี, อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป, ทรู คอร์ปอเรชั่น และ AWS ที่เคยประกาศผนึกกำลังความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อผลักดันเครือซีพีและอไรซ์ สู่บทบาท AI Lighthouse ระดับภูมิภาค พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้าน AI และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย ผ่านการฝึกอบรมทักษะคลาวด์และ AI ให้คนไทย 3 ล้านคน เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
และยังเป็นโครงการที่สานต่อแนวทาง AI For All ที่ ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) วางเป้าหมายไว้ว่า ต้องการพาคนไทย 12 ล้านคนเข้าถึงและมีทักษะด้าน AI ภายในปี 2573 อีกทางหนึ่ง
ทำให้การเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมเริ่มจากปัญหาที่ตัวเองมองเห็น ก่อนเรียนรู้ว่า AI จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร ผ่านการเรียนรู้และเครื่องมือต่าง ๆ ของ AWS จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทรูใช้พา AI เข้าถึงคนไทยในวงกว้าง พร้อมยกระดับทักษะจากการใช้ AI ขั้นพื้นฐานไปสู่การนำ AI มาแก้ปัญหาจริง โดยไม่จำกัดอยู่เฉพาะคนสายไอทีหรือผู้ที่เขียนโปรแกรมเป็น
2.เพราะคนที่รู้จักปัญหาดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็น Developer
AI For All Hackathon วางการแข่งขันไว้บน 6 โจทย์สำคัญของประเทศไทย ตั้งแต่การศึกษา, SMEs, เกษตรและอาหาร, สุขภาพและสังคมสูงวัย, การเดินทางและเมืองอัจฉริยะ ไปจนถึงการสร้างชุมชนให้เข้มแข็งและยั่งยืน
การกำหนดโจทย์ในลักษณะนี้เปิดโอกาสให้คนที่ พบเห็นหรืออยู่กับปัญหาเหล่านั้นจริง สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการหาทางแก้ แม้จะไม่มีพื้นฐานด้านไอทีหรือเขียนโค้ดไม่เป็น
เพราะคนที่มองเห็นปัญหาในห้องเรียนอาจเป็นครูหรือผู้เรียน คนที่เข้าใจข้อจำกัดของเกษตรกรอาจเป็นคนในพื้นที่ หรือคนที่รู้ว่า SME และชุมชนกำลังเผชิญกับอะไร อาจเป็นผู้ประกอบการและคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับปัญหานั้นทุกวัน ที่พร้อมเรียนรู้ว่า AI สามารถเข้ามาช่วยตรงไหนได้บ้าง
และโครงการจะเข้ามาเติมทั้งความรู้และเครื่องมือต่าง ๆ ของ AWS ตั้งแต่การเรียนรู้ Generative AI การพัฒนาแนวคิด ไปจนถึงการสร้างต้นแบบ เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถค่อย ๆ เปลี่ยนปัญหาที่มองเห็นและไอเดียที่มี ให้พัฒนาไปสู่แนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
3.เปลี่ยน Hackathon จากเวทีแข่งขัน ไปเป็นพื้นที่เรียนรู้และลงมือทำ
โครงการ AI For All Hackathon ไม่ได้เปิดให้ผู้สมัครส่งไอเดียแล้วเข้าสู่การแข่งขันทันที แต่มีการวางกระบวนการให้คนที่ไม่มีพื้นฐานด้าน AI สามารถค่อย ๆ เรียนรู้และพัฒนาผลงานของตัวเองได้
เริ่มจากการอบรม Generative AI และ Amazon Quick เพื่อปูพื้นฐานและช่วยให้ผู้เข้าร่วมพัฒนาแนวคิด ก่อนคัดเลือก 20 ทีม เข้าสู่ Bootcamp เพื่อสร้างต้นแบบด้วย Kiro เและคัดเลือก 5 ทีมสุดท้าย เพื่อพัฒนาผลงานต่อด้วย Amazon Bedrock พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ก่อนนำเสนอผลงานในรอบชิงชนะเลิศ
ซึ่งต่างจากการอบรม AI ทั่วไปที่อาจจบลงเมื่อเรียนครบหลักสูตร เพราะ Hackathon ทำให้ผู้เข้าร่วมมีโจทย์ที่ต้องนำสิ่งที่เรียนไปใช้ต่อทันที
เพราะการทำให้ AI เข้าถึงคนไทย ไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่มจำนวนคนที่เคยใช้ AI แต่รวมถึงการทำให้คนทั่วไปสามารถมองเห็นว่า AI จะเข้ามาช่วยงาน ธุรกิจ หรือปัญหาที่อยู่รอบตัวได้อย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการเป็นคนสาย Tech แต่สามารถเริ่มต้นจากสิ่งที่ตัวเองรู้จักดีที่สุดก่อน นั่นคือ ปัญหาที่อยากแก้ แล้วค่อยเรียนรู้ว่าจะนำ AI เข้ามาช่วยได้อย่างไร