โลกในวันนี้ไม่ได้เปลี่ยนเพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่กำลังเปลี่ยนพร้อมกันทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ การค้า สิ่งแวดล้อม ประชากร และรูปแบบการแข่งขันของธุรกิจ
และการสร้าง Human of Tomorrow หรือคนที่พร้อมสำหรับโลกอนาคต จึงไม่สามารถมองเฉพาะการเพิ่มทักษะด้านเทคโนโลยี แต่ต้องเกิดขึ้นพร้อมกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนและธุรกิจสามารถแข่งขันได้
ภายใต้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ไทยจะเตรียมความพร้อมอย่างไร
ในงาน KBTG Techtopia: Human of Tomorrow ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดมุมมองใน Session Thailand Today: Building a Runway Towards the Future ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับโจทย์สำคัญ 5 ด้าน หรือ 5D ที่ต้องรับมือ ซึ่งประกอบด้วย
D – Decoupling
ศุภจีมองว่าในวันนี้ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์กำลังเปลี่ยนกติกาของโลก จากเดิมที่เศรษฐกิจสามารถเชื่อมโยงกันได้มากขึ้น ไปสู่โลกที่มหาอำนาจแต่ละขั้วมีแนวคิดและผลประโยชน์แตกต่างกัน ที่ทำให้โลกกำลังเคลื่อนไปสู่ความเป็น Multipolar หรือการมีศูนย์กลางอำนาจหลายขั้ว
สำหรับประเทศไทยที่ไม่ได้เป็นประเทศขนาดใหญ่ โจทย์สำคัญคือการหาจุดยืนและวิธีอยู่ร่วมกับความแตกต่างเหล่านี้ เพราะการใช้แนวทางเดิมในการรับมือกับเศรษฐกิจและการค้าโลกอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
D – Diversification
แม้เศรษฐกิจไทยยังมีเครื่องยนต์ที่เติบโต แต่ปัญหาคือการเติบโตยังมีลักษณะกระจุกตัว โดยศุภจียกตัวอย่าง GDP ไทยในไตรมาส 2 ที่เติบโตประมาณ 1.9% โดยมีพระเอกสำคัญ 2 ตัว คือ การส่งออกและการลงทุน
การส่งออกเติบโตประมาณ 17-18% ขณะที่การลงทุนจากภาคเอกชนเพิ่มขึ้นในระดับสูง แต่เมื่อมองลึกลงไป การเติบโตดังกล่าวไม่ได้กระจายไปยังผู้ประกอบการทุกกลุ่มเท่า ๆ กัน เนื่องจากประเทศไทยมีผู้จดทะเบียนเป็นผู้ส่งออกประมาณ 30,000 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กมากกว่า 22,000 ราย
แต่ผู้ส่งออกกลุ่มขนาดกลางและขนาดเล็กซึ่งคิดเป็นกว่า 70% และเกือบ 80% ของจำนวนผู้ส่งออกทั้งหมด กลับสร้างมูลค่าการส่งออกเพียงประมาณ 13-14% และเมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกไทยในปีที่ผ่านมาประมาณ 11.1 ล้านล้านบาท จะเห็นว่ามูลค่าส่วนใหญ่ยังอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่
นอกจากนี้การส่งออกยังมีการกระจุกตัวอยู่ในปะเทศหลักเพียงไม่กี่ประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและจีนที่มีมูลค่าการส่งออกรวมกันคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของการส่งออกไทยทั้งหมด
ทำให้เห็นว่าโจทย์ของประเทศไทยไม่ใช่เพียงทำให้การส่งออกเติบโต แต่ต้องลดการพึ่งพาผู้ประกอบการบางกลุ่มและตลาดบางประเทศ ผ่าน Diversification เช่นการเจรจาการค้ากับยุโรป การขยายตลาดตะวันออกกลาง ไปจนถึงการเข้าไปยังแอฟริกาและอเมริกาใต้มากขึ้น พร้อมกับทำให้รายได้จากการส่งออกสามารถกระจายไปสู่ SME และผู้ประกอบการรายใหม่ได้มากกว่าเดิม
D – Decarbonization
ความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็นทั้งความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและกติกาใหม่ทางการค้า ซึ่งศุภจียกตัวอย่างเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ทั้งน้ำท่วมในประเทศไทย เหตุการณ์ในเนปาล และไฟป่าในโครเอเชีย เพื่อสะท้อนว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป
สำหรับภาคธุรกิจ ผลกระทบไม่ได้อยู่เพียงเรื่องภัยธรรมชาติ แต่รวมถึงกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้ามามีบทบาทกับการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น เพราะหากไทยต้องการค้าขายกับประเทศที่ให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อม ธุรกิจก็ต้องสามารถปรับตัวตามกติกาเหล่านี้ได้
D – Demographic
ในวันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ทั้งจำนวนประชากรที่ลดลงจากอัตราเด็กเกิดใหม่ และการเข้าสู่สังคมสูงวัย และผลที่ตามมาคือจำนวนคนที่เข้าสู่ Workforce ลดลง ขณะที่ภาระในการดูแลประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น ที่มาพร้อมกับกำลังบริโภคภายในประเทศที่ลดลงด้วย
ทำให้ประเทศไทยจึงต้องพึ่งพารายได้จากต่างประเทศมากขึ้น เช่นการส่งออก แต่การพึ่งพาต่างประเทศก็เกิดขึ้นในวันที่โลกกำลังเผชิญ Geopolitics และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจมากขึ้นเช่นกัน
D – Digital & AI
เทคโนโลยีตั้งแต่ AI, Cloud, Semiconductors, Robotics, Automation, Space, Biotechnology ไปจนถึง Digital Platforms กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันของหลายอุตสาหกรรมพร้อมกัน และถูกมองว่าเป็น Future Arenas หรือพื้นที่การเติบโตใหม่ของเศรษฐกิจโลก
โดยเฉพาะ AI ที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็น General Purpose Technology หรือเทคโนโลยีพื้นฐานที่สามารถนำไปใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรม และเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันทั้งในภาครัฐ การค้า และโลจิสติกส์
ศุภจีมองว่าเทคโนโลยีสามารถสร้างทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ แม้จะอยู่ในอุตสาหกรรมหรือ Segment เดียวกัน เนื่องจากธุรกิจที่สามารถนำ Digital และ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างความแตกต่าง หรือสร้าง Value ใหม่ได้ จะมีโอกาสแข่งขันมากกว่า ขณะที่ธุรกิจที่ปรับตัวไม่ทันอาจค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
ส่วนประเทศไทยความท้าทายคือการนำ Technology มาใช้เพื่อแข่งขันได้อย่างไร อ้างอิงข้อมูลจาก IMD World Digital Competitiveness Ranking 2025 พบว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับ 38 จาก 69 เขตเศรษฐกิจ แต่เมื่อแยกออกเป็นแต่ละด้านประเทศไทยมีความสามารถด้านเทคโนโลยีในอันดับต่างๆ ของโลกดังนี้
Technology อันดับ 29 จาก 69 เขตเศรษฐกิจ
Knowledge อันดับ 37 จาก 69 เขตเศรษฐกิจ
Future Readiness อันดับ 45 จาก 69 เขตเศรษฐกิจ
ทำให้เห็นว่าภาพที่เกิดขึ้นไม่ใช่ว่าประเทศไทยไม่มีฐานด้านเทคโนโลยี แต่โจทย์สำคัญคือจะนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใช้ยกระดับความสามารถในการแข่งขันได้มากเพียงใด
สำหรับในภาคธุรกิจในประเทศไทยพบว่า SME จำนวนมากยังอยู่ในระดับ Digital Followerธุรกิจขนาดใหญ่อยู่ในระดับ Digital Native ที่ยืนอยู่บนเป้าหมายการยกระดับธุรกิจไทยไปสู่ Digital Champion
การเปลี่ยนผ่านจึงต้องก้าวจากการทำเพียง Digital Adoption หรือการนำเทคโนโลยีมาใช้ ไปสู่ Digital Transformation ที่เปลี่ยนทั้งคน กระบวนการ และธุรกิจ
ประกอบด้วย
People Transformation พัฒนาทั้ง Skills และ Mindset ของคน
Process Transformation ใช้เทคโนโลยีเข้ามาแก้ Pain Point ของธุรกิจ
และ Business Transformation ใช้เทคโนโลยีเปิดตลาดใหม่ สร้างรายได้ใหม่ และพัฒนารูปแบบธุรกิจที่ก้าวพ้นข้อจำกัดเดิม
ในส่วนของภาครัฐสิ่งที่ต้องทำจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การส่งเสริมให้คนใช้เทคโนโลยี แต่ต้องสร้าง “Runway” ที่ทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตบนโครงสร้างใหม่ได้จริง โดยแบ่งออกเป็น 3 มิติ ได้แก่
1.Transform องค์กร ให้ทำงานเร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และเชิงรุกมากขึ้น
โดยเริ่มจากการ Transform ระบบงานภายในไปสู่ Digital Government และTransform การให้บริการประชาชนและภาคธุรกิจไปสู่ Digital Service เพื่อเปลี่ยนการบริหารเศรษฐกิจจาก Reactive สู่ Proactive ด้วยการใช้ Data ช่วยในการตัดสินใจล่วงหน้า
ศุภจีได้ยกตัวอย่าง เช่น ที่ผ่านมาได้มีการเชื่อมข้อมูลด้านผลผลิตทางการเกษตร ราคาซื้อ และราคาขายเข้าด้วยกัน เพื่อให้ภาครัฐเห็นสถานการณ์ล่วงหน้าและออกแบบนโยบายได้ตรงเป้าหมายมากขึ้น โดยมีการนำแนวทางนี้มาใช้กับการบริหารจัดการข้าว
และอีกหนึ่งตัวอย่างคือการเชื่อมโยงข้อมูลจาก 23 หน่วยงาน เพื่อใช้ตรวจสอบปัญหานอมินี โดยก่อนรับจดทะเบียนบริษัท กรมพัฒนาธุรกิจการค่าจะนำข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13 ล้านราย มาประกอบการตรวจสอบ หากเป็นบุคคลที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาขอจดทะเบียนธุรกิจ ต้องขอข้อมูลทางการเงินเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าเป็นผู้ประกอบการจริงหรือไม่ และตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐของบุคคลนั้นไป รวมถึงเชื่อมข้อมูลบัญชีม้าประมาณ 98,000 รายชื่อ เพื่อใช้ตรวจสอบผู้มาขอจดทะเบียนบริษัท
2.สร้าง Capability เพื่อเปลี่ยนเทคโนโลยีเป็นโอกาสทางธุรกิจและ Scale Up
Runway ที่สองคือการสร้างทักษะที่สามารถนำไปใช้ทำธุรกิจได้จริง ตั้งแต่การ Upskill และ Reskill ด้าน Digital, AI, e-Commerce และการค้าข้ามพรมแดน
ซึ่งหนึ่งในแนวทางที่คือการพัฒนาผู้ประกอบการผ่าน DBD Academy ซึ่งนำเครื่องมือและแพลตฟอร์มต่าง ๆ มาให้ SME เรียนรู้ ตั้งแต่ระบบบัญชี การบริหารสินค้าคงคลัง ไปจนถึงการตั้งราคา
แต่ศุภจีมองว่าการมี Skill เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เพราะธุรกิจต้องมีพื้นที่ให้สามารถ Scale Up ได้จริงด้วย ผ่านการเปิดช่องทางตลาดออนไลน์และการเชื่อม SME เข้าไปอยู่ใน Supply Chain ที่ใหญ่ขึ้น
3.สร้าง Future Ecosystem ให้ธุรกิจเชื่อมต่อและเติบโต
มิติที่สามคือการสร้าง Infrastructure ที่เชื่อมโยงกัน เพื่อให้ธุรกิจทำธุรกรรมได้ง่ายขึ้นและลดต้นทุน พร้อมกับสร้าง Regulation & Trust ที่ทำให้ธุรกิจที่สุจริตสามารถดำเนินงานและทดลองนวัตกรรมได้ง่ายขึ้น บนความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย เพราะเมื่อเศรษฐกิจพึ่งพา Digital มากขึ้น ความเสี่ยงจาก Cybersecurity, Disinformation และ Misinformation ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ทำให้ Digital Infrastructure ต้องเดินควบคู่กับ Governance, Regulation และ Security ส่วนการเติบโตของ Digital Infrastructure และ Data Center ยังเชื่อมโยงกับอีกปัจจัยสำคัญคือ พลังงานเพราะโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ต้องใช้พลังงานจำนวนมาก และควรเป็นพลังงานที่เหมาะสมและสะอาดมากขึ้นด้วย
นอกจากการพัฒนาธุรกิจภายในประเทศ Runway ของไทยยังถูกแบ่งออกเป็นทั้ง Inbound และ Outbound
ในด้าน Inbound แนวคิดหนึ่งคือการเปลี่ยนมุมมองจาก Tourism Economy ไปสู่ Visitor Economy เพราะคนที่เดินทางเข้าประเทศไทยไม่ได้เข้ามาด้วยวัตถุประสงค์ด้านการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว เพราะบางคนเข้ามารักษาพยาบาล บางคนเข้ามาเรียน บางคนเข้ามาอยู่อาศัยในช่วงเวลาหนึ่ง หรือเข้ามาทำงาน
ศุภจีมองว่าการมองคนเหล่านี้ในฐานะ Visitor จะทำให้สามารถออกแบบสินค้า บริการ และ Package ที่ตอบโจทย์วัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน และสร้างโอกาสให้คนเหล่านี้อยู่ในประเทศไทยนานขึ้นและใช้จ่ายมากขึ้น
และเป้าหมายต่อไปของภาครัฐคือการพัฒนาไทยไปสู่ Tech & Talent Destinationดึงคนเก่งจากทั่วโลกเข้ามาทำงาน สร้างธุรกิจ สร้างนวัตกรรม และเชื่อมต่อกับ Ecosystem ของไทย เพื่อเชื่อมโยงกับโจทย์ Demographic เพราะในวันที่ประเทศไทยมีจำนวนประชากรและแรงงานลดลง การดึง Talent จากภายนอกเข้ามาจะมีบทบาทมากขึ้น
ในด้าน Outbound หนึ่งใน Runway สำคัญคือ Digital Economy Framework Agreement หรือ DEFA โดยประเทศไทยเป็นประธานคณะกรรมการเจรจากรอบความตกลง DEFA ซึ่งมีเป้าหมายเชื่อมเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนเข้าด้วยกัน เพื่อทำให้ระบบ Digital ที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศสามารถเชื่อมต่อและทำงานร่วมกันได้ ตั้งแต่การชำระเงินข้ามพรมแดน ไปจนถึงการสร้างกฎระเบียบที่สามารถเชื่อมโยงกันได้
สิ่งที่เกิดขึ้นคือการสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทย จากประเทศที่มีประชากรราว 60 กว่าล้านคน เมื่อเชื่อมโยงกับอาเซียน 10 ประเทศ ตลาดที่ธุรกิจสามารถเข้าถึงจะเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 600 ล้านคน
นอกจากนี้อีกก้าวสำคัญต่อไปคือ Digital Talent Mobility หรือการทำให้บุคลากรด้าน Digital สามารถเคลื่อนย้ายและเชื่อมต่อกันในภูมิภาคได้มากขึ้น
อย่างไรก็ดีศุภจีมองว่า Runway ที่แข็งแรงต้องมี 3 องค์ประกอบ ได้แก่ เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม, ธุรกิจที่สามารถแข่งขันได้บนเวทีโลก และ คนไทยที่มีทักษะพร้อมสำหรับอนาคต
เพราะโลกอนาคตไม่ได้รอให้ประเทศไทยพร้อมก่อนที่จะเปลี่ยน
และความหมายของ “มนุษย์แห่งวันพรุ่งนี้” ไม่ใช่การรอคอยว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่คือ “พวกเราทุกคนที่ตระหนักว่าโลกกำลังเปลี่ยน และเลือกที่จะลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลง เพราะอนาคตไม่ใช่สิ่งที่เรารอคอย แต่เป็นสิ่งที่เราต้องลงมือสร้าง ตั้งแต่วันนี้”