TACC - 1

การประกาศเข้าถือหุ้น 30% ใน “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ทำให้ชื่อของ TACC หรือ บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) ถูกพูดถึงมากขึ้น

 

แม้ชื่อ TACC อาจไม่คุ้นหูผู้บริโภคมากนัก แต่คือหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังเครื่องดื่มที่คนไทยคุ้นเคย โดยเฉพาะเครื่องดื่มใน 7-Eleven ทั้งเครื่องดื่มจากโถกด และเมนู Non-Coffee ใน All Café รวมถึงเครื่องดื่มที่ขายผ่านร้านกาแฟและ Food Service ของพันธมิตรหลายราย

 

โดย TACC เริ่มธุรกิจตั้งแต่ปี 2545 ด้วยการพัฒนาเครื่องดื่มจากโถกดร่วมกับ CP ALL ก่อนต่อยอดสินค้าและช่องทางมาอย่างต่อเนื่องในรูปแบบ B2B (Business to Business)

 

และ TACC ไม่ได้ขายเครื่องดื่มผ่าน 7-Eleven เพียงช่องทางเดียว เพราะยังมีธุรกิจ Café Business ทำหน้าที่พัฒนาและส่งผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเข้าไปขายผ่านร้านกาแฟและ Food Service ของพันธมิตร โดยที่ผ่านมาเคยทำงานกับเครือข่ายอย่าง Jungle Café, กาแฟพันธุ์ไทย และ Boncafé รวมถึงร่วมพัฒนา Core Menu และ Seasonal Menu ให้กับพันธมิตรบางราย

 

รวมถึงการเซ็น MOU จับมือกับ Bon Café นำเครื่องกดเครื่องดื่มร้อนแบบอัตโนมัติ วางผ่านทางเครือข่ายของ BON CAFE เช่น BON CAFE SHOP โรงแรม ศูนย์รถยนต์

 

ตลอดจนมีสินค้าในแบรนด์ตัวเองเช่น ไซรัปผลไม้, ผงเครื่องดื่ม 3 in 1 แบรนด์ TRIVA, ผงชา/กาแฟ สำเร็จรูป แบรนด์ ณ อรุณ เป็นต้น

 

นอกจากนี้ TACC วางตัวเป็น Licensing Agent หรือผู้แทนบริหารลิขสิทธิ์คาแรคเตอร์ทั้งไทยและต่างประเทศ หน้าที่คือเจรจาสิทธิ์ ให้บริษัทอื่นนำคาแรคเตอร์ไปใช้กับสินค้า การตลาด โฆษณา โปรโมชัน รวมถึงเก็บค่าลิขสิทธิ์และดูแลเรื่องสิทธิในพื้นที่ที่รับผิดชอบ

 

ปัจจุบันพอร์ต License Business มีคาแรคเตอร์อย่าง หมาจ๋า (Dogplease), Warbie Yama, Bellygom, OHIGE no PON, Mochi Mochi Panda, Alexander the Fat Tiger, Wachifield และ Yale University เป็นต้น

โดยที่ผ่านมา TACC มีผลประกอบการพร้อมสัดส่วนรายได้ดังนี้

ปี 2566

รายได้รวม 1,727.44 ล้านบาท กำไร 206.61 ล้านบาท

แบ่งเป็น

รายได้จาก 7-Eleven สัดส่วน 94%

Non 7-Eleven สัดส่วน 6%

 

ปี 2567

รายได้รวม 1,970.87  ล้านบาท กำไร 247.29 ล้านบาท

แบ่งเป็น

รายได้จาก 7-Eleven สัดส่วน 93%

Non 7-Eleven สัดส่วน 7%

 

ปี 2568

รายได้รวม 2,399.27 ล้านบาท กำไร 298.86 ล้านบาท

แบ่งเป็น

รายได้จาก 7-Eleven สัดส่วน 89%

Non 7-Eleven สัดส่วน 11%

 

ครึ่งปีแรก 2569

รายได้รวม 1,321.45 ล้านบาท กำไร 203.97 ล้านบาท

แบ่งเป็น

รายได้จาก 7-Eleven สัดส่วน 85%

Non 7-Eleven สัดส่วน 15%

 

จะเห็นได้ว่า TACC เริ่มขยายสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ Non 7-Eleven มากขึ้น จาก 6% ในปี 2566 เป็น 15% ในครึ่งปีแรก 2569 สะท้อนทิศทางที่บริษัทต้องการเพิ่มแหล่งรายได้นอกเหนือจากธุรกิจหลักกับ 7-Eleven

 

ตลอดจนล่าสุดได้เข้าลงทุนหุ้น 30%ในบริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด เจ้าของแบรนด์ ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ซึ่งเป็นธุรกิจเครื่องดื่มที่ก่อตั้งโดย พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ และมีหน้าร้านด้วยสาขามากถึง 27 สาขาในปัจจุบัน  

 

ซึ่งการเข้าลงทุนใน ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน เป็นหนึ่งในแนวทางที่ทำให้ TACC สามารถเรียนรู้และขยายฐานลูกค้า ไปยังกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปยิ่งขึ้น

 

ประกอบกับฉันจะกินชาเย็นทุกวัน เป็นแบรนด์ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว จากจุดเริ่มต้นในปี 2566 ที่เป็นเพียงคีออสเล็กๆ ในตลาดจ๊อดแฟร์ จนในปี 2567 มีรายได้มากถึง 114.63 ล้านบาท กำไร 12.90 ล้านบาท จากปี 2566 ที่มีรายได้เพียง 14.37 ล้านบาท กำไร 2.60 ล้านบาท ส่วนปี 2568 ยังไม่มีรายงานในกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

 

อย่างไรก็ดี การลงหุ้นใน ฉันจะกินชาเย็นทุกวันของ TACC นอกจากเป็นการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงลูกค้ารายใหญ่อย่าง7-Eleven แต่คือการพา TACC จากผู้พัฒนาเครื่องดื่มเบื้องหลังแบรนด์อื่น เข้าใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น ผ่านแบรนด์ที่มีหน้าร้านและฐานลูกค้าอยู่แล้วอย่าง “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน”เพื่อสอดรับกับพฤติกรรมของคนไทยดื่มชาเย็นเป็น โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่

 

About The Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *