ป๊อปคอร์นกับเครื่องดื่มถือเป็นหนึ่งในของว่างที่คนไทยนิยมซื้อติดมือเข้าไปในโรงหนัง เพื่อสร้างความเพลิดเพลินระหว่างการดูหนังยิ่งขึ้น จนกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจทำเงินและผลกำไรให้กับโรงหนังได้เป็นอย่างดี
ยกตัวอย่างรายได้จากการขายป๊อปคอร์น เครื่องดื่มของเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ที่ในปัจจุบันมีสัดส่วนมากถึงประมาณ 50% ของรายได้จากการขายตั๋วหนัง
โดยในปี 2568 เมเจอร์มีรายได้จากป๊อปคอร์นและเครื่องดื่ม 1,921 ล้านบาท เทียบกับรายได้จากการขายตั๋วหนัง 3,985 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 48%
แม้รายได้จากป๊อปคอร์นและเครื่องดื่มจะลดลง 3% จากปีก่อน แต่ในไตรมาส 1 ปี 2569 ธุรกิจนี้กลับมาเติบโต 22% มีรายได้ 403 ล้านบาท ใกล้เคียงกับการเติบโตของรายได้ตั๋วหนังที่เพิ่มขึ้น 21%
ทำให้เห็นว่าป๊อปคอร์นเป็นหนึ่งในรายได้ที่สำคัญของเมเจอร์ และยังเป็นรายได้ที่มีกำไรสูง เนื่องจากเป็นรายได้ที่ไม่ต้องแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้กับผู้ผลิตหนังเหมือนกับรายได้จากการขายตั๋ว

อ้างอิงจากรายงานนักลงทุนสัมพันธ์ของเมเจอร์พบว่าในแค่ละปีเมเจอร์มี Margins (กำไรขั้นต้นหลังหักต้นทุนขาย) จากการขายป๊อปคอร์นและเครื่องดื่มดังนี้
Margins จากการขาย ป๊อปคอร์น-เครื่องดื่ม
ปี 2566 Margins 58%
ปี 2567 Margins 62%
ปี 2568 Margins 63%
Q1/2569 Margins 69%
จึงไม่แปลกที่เมเจอร์จะพยายามทำให้การซื้อป๊อปคอร์นและเครื่องดื่มสะดวกขึ้น ทั้งการทำโปรโมชั่น จัดชุดคอมโบ การจับมือกับหนังเรื่องต่างๆ จัดทำเซ็ตป๊อปคอร์นและเครื่องดื่ม Limited Edition Set โดยเฉพาะ หรือแม้แต่การจับมือกับแบรนด์ต่างๆ เพื่อทำป๊อปคอร์นรสชาติใหม่ๆ ร่วมกัน โดยเฉพาะเป๊ปซี่ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์มาอย่างยาวนาน ไปจนถึงการเปิดให้สั่งป๊อปคอร์นล่วงหน้าผ่าน MAJOR APP เพื่อลดเวลารอคิวและเพิ่มโอกาสในการขายให้มากขึ้น เพราะยิ่งขายได้มากเท่าไร ก็ยิ่งช่วยเพิ่มรายได้และกำไรต่อผู้ชมหนึ่งคนได้มากขึ้นเท่านั้น
ส่วนสิ้นปี 2569 ยอดขายป๊อปคอร์นและน้ำจะสร้างมูลค่าแค่ไหน ดูกันต่อไป