ปีปิด 2568 GDH มีรายได้ 318 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 มากถึง 52.9% ซึ่งเป็นปีที่หลานม่าประสบความสำเร็จทั้งไทยและต่างประเทศ
ส่วนในปี 2569 จินา โอสถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GDH 555 ได้วางเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 556 ล้านบาท เติบโตมากถึง 74% โดยครี่งปีแรกสามารถทำได้ 200 กว่าล้านบาท จากหนัง 2 เรื่อง จากแผนที่วางไว้ 4 เรื่องในปีนี้ที่ออกสู่ตลาด
สิ่งที่ทำให้จีนามั่นใจในรายได้มาจากการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ GDH ให้มีรายได้หลายทางมากขึ้น ทั้งตลาดต่างประเทศ การต่อยอด IP และการขยายไปสู่คอนเทนต์รูปแบบใหม่
ซึ่งการปรับกลยุทธ์ของ GDH เกิดจากข้อจำกัดของตลาดหนังไทยที่ชัดเจนขึ้น
แม้จำนวนหนังไทยที่เข้าฉายจะไม่ได้ลดลง แต่รายได้ของตลาดไม่ได้เติบโตตามต้นทุนการผลิต ประกอบกับในปัจจุบันผู้ชมมีทางเลือกด้านความบันเทิงมากกว่าเดิม ทั้งสตรีมมิ่ง โซเชียลมีเดีย เกม และคอนเทนต์รูปแบบสั้น
นอกจากนี้การผลิตหนังไทยที่มีคุณภาพยังมีงบประมาณที่เพิ่มขึ้น จากเดิมที่ภาพยนตร์ของ GDH ใช้งบสร้างประมาณ 30–40 ล้านบาทต่อเรื่อง ปัจจุบันต้นทุนขั้นต่ำเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 70 ล้านบาท
เมื่อรายได้ในประเทศมีข้อจำกัด แต่ต้นทุนสูงขึ้น การพึ่งพารายได้จากโรงภาพยนตร์เพียงอย่างเดียวจึงมีความเสี่ยงมากขึ้น GDH จึงต้องเปลี่ยนจากการคิดว่า จะหาบิ๊กไอเดียที่สดใหม่เพื่อทำหนังเรื่องอะไร ไปสู่การคิดว่า หนังหนึ่งเรื่องจะสร้างรายได้จากอะไรได้อีกบ้าง ซึ่งแนวคิดนี้ประกอบด้วยกลยุทธ์ต่างๆ ดังนี้
1. ขยายตลาดต่างประเทศ เพราะตลาดไทยเพียงอย่างเดียวไม่พอ
ตลาดต่างประเทศกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญ เพราะขนาดตลาดหนังไทยไม่ใหญ่พอรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว
GDH จึงตั้งเป้าให้รายได้จากประเทศไทยและต่างประเทศมีสัดส่วนใกล้เคียงกันที่ 50:50 ในอนาคต พร้อมวางเป้าหมายให้ธุรกิจต่างประเทศเติบโต 100% ภายใน 3 ปี
ที่ผ่านมา GDH เริ่มสร้างฐานในต่างประเทศผ่านภาพยนตร์หลายเรื่อง ตั้งแต่ “ฉลาดเกมส์โกง” “หลานม่า”
ซึ่งเดิมตลาดต่างประเทศของหนังไทยมักกระจุกตัวอยู่ในเอเชีย แต่ปัจจุบันภาพยนตร์ของ GDH เริ่มเดินทางไปยังตลาดอื่นมากขึ้น ทั้งการนำไปฉาย การเข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์ และการขายลิขสิทธิ์รีเมก
ตัวอย่างเช่น “หลานม่า” ได้รับการซื้อลิขสิทธิ์รีเมกโดย Miramax ขณะที่ “SHUTTER” เคยถูกนำไปสร้างใหม่ในฮอลลีวูดและอินโดนีเซีย ส่วน “แฟนเดย์..แฟนกันแค่วันเดียว” ก็ได้รับการสร้างใหม่ในต่างประเทศ
สิ่งเหล่านี้มาจากการที่ภาพยนตร์ของ GDH มีเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับผู้ชมได้กว้าง แม้บริบทจะเป็นไทย แต่แก่นเรื่อง เช่น ครอบครัว ความรัก ความสูญเสีย หรือความสัมพันธ์ เป็นสิ่งที่ผู้ชมต่างประเทศเข้าใจได้
2. จับมือพันธมิตรต่างประเทศ เพราะการไปตลาดโลกทำคนเดียวได้ยาก
นอกจากนำภาพยนตร์ที่สร้างเสร็จแล้วไปขายต่างประเทศ GDH ยังเริ่มร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกตั้งแต่ขั้นตอนพัฒนาและผลิต
ตัวอย่างคือ “HENRY’s First Dates จีบซ้ำซ้ำ เฮนรี่จำไม่ได้” ซึ่งร่วมมือกับ Sony Pictures International Productions เพื่อนำภาพยนตร์ 50 First Dates มาสร้างใหม่ในเวอร์ชันไทย
เหตุผลที่ต้องใช้โมเดลนี้ เพราะการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศไม่ได้ต้องการเพียงหนังที่มีคุณภาพ แต่ยังต้องมีเงินทุน เครือข่ายการจัดจำหน่าย ความรู้ด้านตลาด และความเข้าใจผู้ชมแต่ละประเทศ
ในอนาคต GDH จึงมีแนวโน้มร่วมผลิตและร่วมลงทุนกับพันธมิตรในหลายประเทศมากขึ้น รวมถึงการมองหาโอกาสในการร่วมมือกับการมองหาพัทธมิตรหลายๆ ประเทศมาทำหนังเรื่องเดียวร่วมกัน เพื่อให้ภาพยนตร์ถูกออกแบบสำหรับหลายตลาดตั้งแต่ต้น แทนที่จะรอให้หนังประสบความสำเร็จในไทยแล้วจึงค่อยนำไปขายต่างประเทศ
3. ใช้หนังบางเรื่องสร้างรายได้ และบางเรื่องสร้างชื่อ
ภาพยนตร์แต่ละเรื่องของ GDH ไม่ได้ถูกวางให้ทำหน้าที่เหมือนกันทั้งหมด บางเรื่องถูกสร้างเพื่อเข้าถึงผู้ชมวงกว้างและสร้างรายได้ ขณะที่บางเรื่องอาจเน้นคุณค่าทางศิลปะ การสร้างชื่อเสียง และการเปิดประตูสู่ตลาดโลกจากการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของงานเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ
เช่นเรื่อง “พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) HUMAN RESOURCE” อาจไม่ได้ทำรายได้โดดเด่นในประเทศไทยแต่ได้รับคัดเลือกไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์ประมาณ 46 แห่งทั่วโลก รวมถึงการเปิดตัวรอบ World Premiere ที่ Venice International Film Festival
การทำหนังรางวัล เป็นหนึ่งในทางในการสร้างภาพจำว่า GDH ไม่ได้ทำเฉพาะภาพยนตร์ตลาด แต่สามารถผลิตผลงานที่ได้รับการยอมรับในเวทีสากลได้
ซึ่งความน่าเชื่อถือที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ได้กลับมาเป็นรายได้ทันที แต่ช่วยเปิดโอกาสให้ GDH เข้าถึงพันธมิตร ผู้จัดจำหน่าย เทศกาล และโครงการร่วมผลิตในอนาคต
4. ต่ออายุหนังด้วย IP เพราะรายได้จากโรงมีช่วงเวลาจำกัด
รายได้จากโรงภาพยนตร์มีข้อจำกัดด้านเวลา เมื่อหนังออกจากโรง รายได้ส่วนสำคัญก็ลดลงตามไปด้วย
GDH จึงมองว่าภาพยนตร์หนึ่งเรื่องไม่ควรจบลงพร้อมรอบฉาย แต่ต้องถูกพัฒนาให้เป็นทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP ที่สามารถสร้างรายได้ต่อเนื่อง
ซึ่งการขายนี้เป็นการขายผ่านเรื่องราว ตัวละคร เพลง ฉาก และความทรงจำจากภาพยนตร์สามารถนำไปต่อยอดเป็นเกม บอร์ดเกม หนังสือ สินค้า Merchandise คอนเสิร์ต หรือคอนเทนต์รูปแบบใหม่ได้
ตัวอย่างคือ “โกฮัง..หัวใจโกโฮม” ที่ถูกนำไปพัฒนาเป็นเกมและสินค้า Merchandise ร่วมกับแบรนด์ต่างๆ
GDH ยังร่วมมือกับ Siam Board Games, Fairplay Studios และ YGGDRAZIL GROUP เพื่อนำเรื่องราวจากภาพยนตร์ไปพัฒนาเป็นเกมและบอร์ดเกมอีกด้วย
5. นำความทรงจำเก่ากลับมาสร้างมูลค่าใหม่
GDH ไม่ได้มองเฉพาะ IP จากภาพยนตร์ใหม่ แต่ยังมองเห็นมูลค่าจากผลงานในอดีตของทั้ง GTH และ GDH
ตัวอย่างคือคอนเสิร์ต “มาม่า Presents GDH โตมาด้วยกัน ออร์เคสตรามูฟวี่คอนเสิร์ต” ที่นำเพลง ฉาก และความทรงจำจากภาพยนตร์ตลอดกว่า 20 ปี กลับมาสร้างเป็นประสบการณ์ใหม่
เหตุผลที่โมเดลนี้มีโอกาส คือภาพยนตร์หลายเรื่องไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะช่วงที่ออกฉาย แต่เติบโตไปพร้อมกับผู้ชมและกลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำ
เมื่อผู้ชมมีความผูกพันอยู่แล้ว GDH ไม่จำเป็นต้องเริ่มสร้างการรับรู้ใหม่ทั้งหมด แต่สามารถนำความสัมพันธ์เดิมมาต่อยอดเป็นรายได้จากบัตรคอนเสิร์ต สปอนเซอร์ และสินค้า Merchandise ได้
6.สร้างคนรุ่นใหม่ เพราะอุตสาหกรรมจะโตไม่ได้หากขาดบุคลากร
อีกข้อจำกัดสำคัญของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยคือจำนวนบุคลากรที่มีคุณภาพและประสบการณ์ตรง
GDH จึงเปิดตัว GDH Classroom ร่วมกับคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาหลักสูตรด้านภาพยนตร์และสื่อสร้างสรรค์
เหตุผลที่ GDH ต้องเข้ามาร่วมพัฒนาหลักสูตร เพราะความรู้ในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการทำงานในอุตสาหกรรมจริง ขณะที่คนในอุตสาหกรรมมีประสบการณ์ แต่ไม่มีพื้นที่ถ่ายทอดอย่างเป็นระบบ
ความร่วมมือนี้จึงช่วยเชื่อมองค์ความรู้จากคนทำงานจริงกับคนรุ่นใหม่ พร้อมเปิดโอกาสให้ GDH ค้นพบบุคลากรและ Talent ใหม่เข้าสู่บริษัทและอุตสาหกรรม
7.ทำหนังให้น้อยเรื่องแต่ต้องมี Big Idea เพราะหนังระดับกลางดึงคนออกจากบ้านยากขึ้น
แม้ GDH จะขยายไปสู่ธุรกิจอื่น แต่หัวใจหลักยังคงเป็นภาพยนตร์ โดยโจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้คนยอมซื้อตั๋วเข้าโรง ในวันที่รู้ว่าหนังอาจเข้าแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งภายในไม่กี่เดือน
GDH มองว่า หากผู้ชมเลือกรอชมบนสตรีมมิ่ง อาจสะท้อนว่าภาพยนตร์เรื่องนั้นยังไม่สามารถสร้างแรงดึงดูดได้มากพอ
แต่หากหนังมีแนวคิดแข็งแรง สดใหม่ และสร้างบทสนทนาในสังคมได้ ผู้ชมจะรู้สึกว่าต้องรีบเข้าไปดู เพราะไม่ต้องการรอหรือพลาดประสบการณ์ร่วมกับคนอื่น
นี่เป็นเหตุผลที่ GDH ไม่ค่อยสร้างภาพยนตร์ภาคต่อ และยังให้ความสำคัญกับการค้นหา Big Idea ใหม่อยู่เสมอ
อย่างไรก็ดีสำหรับในปี 2570 GDH ยังมีแผนนำหนังและซีรีส์ใหม่ออกสู่ตลาด ประกอบด้วยแอนิเมชันเรื่องแรก แม๊กซ์กับจ่อย จอยจอยมาร์เก็ต ,Return of True Love Next Door และหนังอีก 3 เรื่อง ได้แก่ โปรโจค เพื่อนสาว, 3 Daughters และ THE UNTITLED SNOOKER