Specialty Coffee

ในอดีต ภาพจำของ Specialty Coffee มักผูกอยู่กับร้านกาแฟเฉพาะทาง เมล็ดกาแฟที่มีเรื่องราว กระบวนการคั่วที่พิถีพิถัน บาริสต้าที่มีความเข้าใจในรสชาติ และราคาที่ส่วนใหญ่มีราคาเกิน 100 บาทต่อแก้ว

 

แต่ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดกาแฟไทยได้เกิดเซกเมนต์ใหม่ที่น่าสนใจ คือ “Specialty Coffee แก้วไม่ถึงร้อย” หรือกาแฟคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น ที่เข้ามากลายเป็นพื้นที่ตรงกลางระหว่างกาแฟแมสกับ Specialty Coffee แบบเต็มรูปแบบ

 

ซึ่งเซกเมนต์นี้ได้เข้ามาตอบโจทย์ให้ผู้บริโภคสามารถดื่มกาแฟที่มีรสชาติพรีเมียมได้ในชีวิตประจำวัน โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายในราคาสูงเหมือนร้าน Specialty Coffee แบบเดิม

 

ข้อมูลจาก LINE MAN Wongnai ในงาน Thailand Coffee Fest 2025 พบว่า แม้ปีที่ผ่านมาภาพรวมร้านอาหารจะได้รับแรงกดดันจากเศรษฐกิจ แต่ตลาดร้านกาแฟยังเติบโต โดยเฉพาะกลุ่มร้านกาแฟ Specialty ราคาจับต้องได้ หรือ Affordable Specialty Coffee ที่มีราคาต่อบิลต่ำกว่า 100 บาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด โดยในกรุงเทพฯ เติบโต 46% และต่างจังหวัดเติบโต 19%

 

ซึ่งในตลาดร้านกาแฟ Specialty Coffee แก้วไม่ถึงร้อย มีคู่แข่งที่น่าสนใจคือ 1:2 Coffee และ UNO! Coffee ที่มีการเติบโตด้านยอดขาย, จำนวนสาขาอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายฐานผู้ดื่มโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มองการดื่มกาแฟเป็นหนึ่งในไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน และต้องการกาแฟที่ให้ความรู้สึกคุ้มค่าในทุกครั้งที่จ่ายเงิน

 

เมื่อมองลึกลงไป การเติบโตของ 1:2 Coffee และ UNO! Coffee ไม่ได้มาจากการขายกาแฟราคาต่ำกว่า 100 บาทเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการวางกลยุทธ์ที่ทำให้ “กาแฟคุณภาพดี” ถูกแปลให้เข้าถึงผู้บริโภควงกว้างได้ง่ายขึ้น

1:2 Coffee กาแฟจากเชียงรายสู่ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่อยากให้คนดื่มกาแฟได้ทุกวัน

จุดเด่นของ 1:2 Coffee แบรนด์ร้านกาแฟที่มีต้นกำเนิดจากเชียงรายในปี 2561 โดย ทวิวัฒน์ ลาภผาติกุล ก่อนที่จะเข้ามาเปิดสาขาในกรุงเทพฯ ปี 2564 ผ่านจุดขาย Premium Mass กาแฟรสชาติดี ในราคาที่เข้าถึงง่าย เพื่อให้ลูกค้าสามารถซื้อดื่มได้ทุกวัน ด้วยราคาเริ่มต้นประมาณ 55-60 บาท มี 3 ระดับการคั่วให้เลือก คั่วอ่อน คั่วกลาง คั่วเข้ม และสามารถเพิ่มเงินอีก 20 บาท เพื่ออัปเกรดเมล็ดกาแฟเป็น Special Bean เอทิโอเปีย หรือบราซิลได้

 

โดย 1:2 Coffee เน้นจับกลุ่มเป้าหมายคนทำงาน นักศึกษา ไปจนถึงคนที่เริ่มสนใจ Specialty Coffee และเครื่องดื่มอื่น ๆ เช่น โกโก้ และชาในราคาที่ย่อมเยา ทำให้การขยายสาขาของ 1:2 Coffee จะเน้นไปยังอาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า และแหล่งชุมชน โดยเน้นไปยังกรุงเทพฯ เป็นหลัก โดยเลือกทำเลที่พบเห็นง่าย เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการและสร้างทราฟิกให้เกิดขึ้นทั้งวัน

 

จนปัจจุบัน 1:2 Coffee มีสาขามากถึง 132 สาขา พร้อมกับผลประกอบการที่เติบโตขึ้นทุกปี

 

จากข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า 1:2 Coffee มีผลประกอบการดังนี้

 

ปี 2564 รายได้รวม 4.39 ล้านบาท กำไร 0.16 ล้านบาท

ปี 2565 รายได้รวม 28.43 ล้านบาท กำไร 0.40 ล้านบาท

ปี 2566 รายได้รวม 140.92 ล้านบาท กำไร 19.51 ล้านบาท

ปี 2567 รายได้รวม 289.55 ล้านบาท กำไร 48.70 ล้านบาท

ส่วนปี 2568 ยังไม่มีรายงานกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

 

UNO! Coffee กาแฟเกอิชา สำหรับทุกคน

UNO! Coffee ร้านกาแฟ Specialty ที่มีพีช พชร จิราธิวัฒน์ เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง ได้เข้ามาเปิดตลาดในปี 2568 ในสาขาแรกเซ็นทรัล ลาดพร้าว ผ่านจุดขายกาแฟเกอิชาจำหน่ายในราคาเริ่มต้นแก้วละ 85 บาท

 

ซึ่งเกอิชาเป็นสายพันธุ์ที่ใคร ๆ ต่างให้คำขนานนามว่าราชินีแห่งกาแฟ มีราคาต่อแก้วที่สูง และเข้าถึงยากเพราะมีร้านกาแฟจำนวนไม่มากนักที่มีกาแฟชนิดนี้จำหน่าย

 

กลยุทธ์นี้ทำให้ UNO! Coffee สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง กลายเป็นจุดขายที่ทำให้ผู้บริโภคอยากทดลอง และเกิดการพูดถึงบนโซเชียลได้ง่าย นอกเหนือจุดขายร้านกาแฟของพีช พชร

 

โดยในขวบปีแรกของธุรกิจ UNO! Coffee มีผลประกอบการรายงานต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่าปี 2568 มีรายได้รวม 65.57 ล้านบาท และขาดทุน 13.95 ล้านบาท ซึ่งการขาดทุนนี้ส่วนหนึ่งมาจาก Economy of Scale จากสาขาที่ยังมีไม่มากนัก

 

ส่วนปีนี้ UNO! Coffee มีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง จากปัจจุบันที่มีอยู่ 14 สาขาในกรุงเทพฯ เพื่อสร้างการเติบโต การขยายฐานลูกค้า และการแข่งขันกับกาแฟแบรนด์ต่าง ๆ เพิ่มขึ้น

 

เพราะในตลาดร้านกาแฟ Specialty Coffee แก้วไม่ถึงร้อยจึงไม่ได้แข่งขันด้วยคำว่า “ถูกกว่า” อย่างเดียว แต่แข่งขันด้วยการสร้างสมดุลระหว่างคุณภาพ ราคา การเข้าถึงลูกค้า และการซื้อซ้ำ

About The Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *