bearhouse

จุดเริ่มต้นของแบรนด์ต่าง ๆ หลากแบรนด์ในทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจาก Passion ในบางสิ่งบางอย่างของผู้ก่อตั้ง
แต่ Passion เพียงอย่างเดียว ไม่อาจจะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ เพราะเส้นทางสายธุรกิจต้องมาจากหลาย ๆ ส่วนประกอบร่วมร่างเข้าด้วยกัน ในสัดส่วน จังหวะ โอกาสที่เหมาะสม

 

และธุรกิจของซารต์-ปัทมพร ปรีชาวุฒิเดช และ กานต์-อรรถกร รัตนารมย์ ผู้ก่อตั้งแบร์เฮาส์, ซันซุ และหมึกกรุบ ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เกิดจาก Passion ที่สามารถสร้างการเติบโตได้มากถึง 2,500 ล้านบาท กำไรกว่า 400 ล้านบาท หลังจากเดินอยู่บนเส้นทางสายธุรกิจได้เพียง 7 ปีเท่านั้น

 

ในงาน WTF Festival 2026 ที่ผ่านมา เซสชันโลกขับเคลื่อนด้วยความคัน ซารต์ และกานต์ ได้ร่วมบอกเล่าเรื่องราวของ Passion และความสำเร็จของพวกเขา ที่น่าสนใจดังนี้

 

1.ขีดจำกัดของ Passion: ชอบกิน ไม่เท่ากับ มีแรงผลักดันให้ พาเข้าปากลูกค้า

ซารต์ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเธอทำอาหารไม่เป็น แต่มี Passion ในการกิน และจากการเป็นยูทูบเบอร์สายรีวิวอาหารช่อง Bearhug ที่กินเกือบทุกร้านที่คนอื่นรีวิว จนทำให้ติดนิสัยในการกินจนกลายเป็นความหมกมุ่นกับการกินและมองว่า กินแบบไหนที่ไม่เหมือนคนอื่น

 

ซึ่งความหมกมุ่นของเธอยังรวมถึงเมื่อเวลาไปต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น จะกวาดซื้อช็อกโกแลต ขนม ทุกแบรนด์ทุกรสที่อยู่บนเชลฟ์กลับมานั่งชิมที่โรงแรมกับกานต์พร้อมเปรียบเทียบวิเคราะห์รสชาติทีละแบรนด์

 

แต่เมื่อทั้งคู่เข้ามาสู่ธุรกิจอาหารผ่านร้านชานมไข่มุกแบร์เฮาส์เป็นธุรกิจแรก เขาทั้งคู่ได้มองว่า Passion ในการชอบกินอย่างเดียวไม่พอ เพราะต้องมี Passion ในการพาเข้าปากลูกค้าด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

 

คำว่า Passion ในการพาเข้าปากลูกค้า หมายถึงการเปลี่ยนจากความพึงพอใจส่วนตัว ให้กลายเป็นมาตรฐานที่คนส่วนใหญ่ในตลาดพร้อมจะจ่ายเงินซื้อ โดยทั้งคู่ได้ใช้ประสบการณ์จากการเป็นยูทูบเบอร์มากลั่นกรองว่า “รสชาติแบบไหนที่คนส่วนใหญ่จะเข้าถึงได้ง่ายและอร่อยจริง” โดยคงคุณภาพและรสชาติจากห้อง R&D ถึงมือผู้บริโภคไว้ทั้งหมด

2.ห้ามประนีประนอมกับ 95% และต้นแบบ R&D ที่ทำสถิติสูงสุดถึง 400 ครั้ง

เบื้องหลังการออกสินค้าแต่ละตัวของแบร์เฮาส์, ซันซุ และหมึกกรุบ สองผู้ก่อตั้งได้เล่าว่า ต้องผ่านกระบวนการ R&D ที่ยาวนาน ด้วยการชิม เพื่อหาจุดปรับให้เจอ, ปรับสูตร ชิม และชิม ชิม ชิม จนได้ต้นแบบที่ดีที่สุด และถ้าผลิตออกมาเป็น Commercial แล้วสินค้ามีความผิดแปลกจากห้องทดลองจากกระบวนการผลิตและอื่น ๆ จะนำสินค้าตัวนั้นกลับไปพัฒนาใหม่ จนได้เวอร์ชันที่ตรงตามต้นแบบที่วางไว้ จนสินค้าบางตัวเคยทำสถิติในการทดลองกว่า 400 ครั้งเลยทีเดียว

 

นอกจากนี้หลังจากที่สินค้าออกวางจำหน่าย เช่น แบร์เฮาส์ ซารต์และกานต์จะสั่งสินค้าจากร้านมาชิมอย่างต่อเนื่องทุกอาทิตย์เพื่อตรวจสอบรสชาติ และคุณภาพในตัว

 

ทั้งคู่ได้ยกตัวอย่างว่า มีช่วงเวลาหนึ่งเครื่องดื่มแบร์เฮาส์ที่สั่งมามีรสชาติดรอปลงจากทุก ๆ ครั้ง ทั้ง ๆ ที่ใช้สูตรในการชงเหมือนเดิม จนหาสาเหตุเจอว่าเพราะชาที่ในหน้าฝนจะมีรสชาติที่อ่อนกว่าชาที่ปลูกในหน้าร้อนและหน้าหนาวที่มีสภาพอากาศแตกต่างกัน และแก้ไขด้วยการเซ็นสัญญาเหมาไร่ชา ซื้อชาเฉพาะที่เก็บเกี่ยวในหน้าร้อนและหน้าหนาวเท่านั้นเพื่อควบคุมวัตถุดิบให้คงที่

 

เช่นเดียวกับการผลิตจากโรงงานในบางครั้งสินค้าที่ออกมามีคุณภาพ 95% ซึ่งทีมงานเคยขอให้ปล่อยผ่าน เนื่องจากถ้าตีกลับสินค้าจะต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาหลักล้านบาท

 

ซึ่งซารต์ให้เหตุผลว่าการปล่อยให้สินค้ามีคุณภาพ 95% แม้ 5% จะดูไม่มาก แต่สามารถทำให้มาตรฐานลดลงเรื่อย ๆ ได้ เพราะถ้าให้สินค้าล็อตนี้ผ่านไปแบบ 95%, ล็อตหน้าได้คุณภาพ 95% จากล็อตที่ผ่านมา มันจะเหลือแค่ 80% และจะลดลงเรื่อย ๆ ถ้ายอมประนีประนอมปล่อยไปในทุก ๆ ครั้ง จนแบรนด์ไม่เหลือมาตรฐานอะไรเลย

3.แผลเป็นมูลค่าเดือนละ 2 ล้าน และการส่งต่อ ภาพฝันให้ทีมงานเห็นร่วมกัน

กว่าจะมีกำไร 400 ล้านในวันนี้ ซารต์ และกานต์ ได้ผ่านช่วงเวลา “Fail” ด้วยการเผชิญกับสภาวะขาดทุนเดือนละ 2 ล้านบาทอย่างต่อเนื่อง โดยไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดตรงไหน

 

สิ่งที่ทำให้พวกเขายังตื่นมาทำงานได้ในทุก ๆ เช้าท่ามกลางวิกฤต คือ “ภาพฝันที่ชัดเจน” ซารต์เล่าถึงประสบการณ์ตอนที่เดินทางไปเซี่ยงไฮ้ แล้วได้เห็นร้าน M&M ที่มีผู้คนต่อแถวยาวเหยียด แล้วเกิดความฝันในใจว่า “วันหนึ่ง แบรนด์ของเราจะต้องไปยืนอยู่ตรงจุดนั้นให้ได้”

 

แต่ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่าคือ ทำอย่างไรให้พนักงานกว่าร้อยชีวิตในองค์กร มี Passion และเห็นภาพฝันเดียวกับผู้ก่อตั้ง

 

คำตอบคือการลงทุนใน “คน” อย่างมหาศาลในแต่ละปี ด้วยการทำวิชวลให้เห็นภาพ พร้อมพาพนักงานบินไปดูงานในต่างประเทศ เพื่อให้สัมผัส และเรียนรู้ด้วยตัวเองว่า สิ่งที่บริษัทต้องการไปให้ถึงนั้นเป็นอย่างไร เพื่อส่งต่อ Passion ไปยังพนักงานให้มี Passion เดียวกันทั้งหมด

 

อย่างไรก็ดีซารต์กับกานต์ได้ทิ้งท้ายว่าความสำเร็จของพวกเขาประกอบด้วยธรรมะ 4 ประการ ได้แก่ ฉันทะ การมี Passion ในสิ่งที่ทำอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมีวิริยะ หรือ Consistency จิตตะ กับการ Focus และวิมังสา Reflection ในสิ่งที่ทำ

 

 

About The Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *