ในปี 2569 ยังเป็นปีที่ท้าทายสำหรับตลาดพรินเตอร์ จากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในการใช้พรินเตอร์ในมิติต่าง ๆ
บนความท้าทายนี้ ธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด มีความมั่นใจว่าสามารถพาบราเดอร์เติบโต 4% จากปีที่ผ่านมา
ซึ่งการไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ ธีรวุธได้วางกลยุทธ์พาการเติบโตของบราเดอร์ผ่านแนวคิดใหม่ “At Your Side, Every Side of Life” ที่ต้องการทำให้แบรนด์เข้าไปมีบทบาทในชีวิตผู้บริโภค ตั้งแต่การทำงาน ชีวิตส่วนตัว และช่วงเวลาที่สำคัญกับครอบครัว
การปรับเปลี่ยนแนวคิดนี้เนื่องจากบราเดอร์มองว่าโลกหลังโควิดทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ทั้งการทำงานที่บ้าน การใช้ชีวิตที่ยืดหยุ่นขึ้น และรูปแบบการทำงานใหม่ ๆ ทำให้การขายแค่ “โซลูชัน” อาจไม่พออีกต่อไป แบรนด์จึงอยากเข้าไปอยู่ในทุก Touchpoint ของผู้บริโภค และสื่อให้เห็นว่าสินค้าของบราเดอร์เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากกว่าที่ผู้บริโภคเคยคิด
โดยภายใต้ At Your Side, Every Side of Life ประกอบด้วยแผนดำเนินการหลัก ดังนี้
1.Reposition Brand เปลี่ยนการสื่อสารจากสเปกของสินค้า เป็นภาษาที่จับต้องได้ง่ายขึ้น
ในปีนี้บราเดอร์ได้เปลี่ยนภาพจำของแบรนด์ ไปสู่การเป็นแบรนด์ที่อยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกช่วงของชีวิต พร้อมปรับแนวทางการสื่อสารใหม่ จากในอดีตที่เคยสื่อสารเรื่องสเปกของสินค้า เช่น พรินเตอร์มีความเร็วในการพิมพ์กี่แผ่นต่อนาที ซึ่งเป็นการสื่อสารที่แบรนด์สินค้าไอทีต่าง ๆ นิยมใช้ เป็นการสื่อสารถึงผู้บริโภคว่า สินค้าสามารถเข้าไปช่วยเสริมธุรกิจ หรือสร้างสรรค์งาน DIY ได้อย่างไร
เช่น พรินเตอร์ให้สีของการพิมพ์ที่มีคุณภาพ เพื่อให้ลูกค้า สามารถนำไปใช้พรินต์ทำโบรชัวร์ เมนู โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ งานเอกสาร และอื่น ๆ, พรินเตอร์ฉลากสินค้าที่ช่วยจัดการเรื่องงานครัว เช่น แยกประเภทวัตถุดิบ, วันผลิต, วันหมดอายุ รวมถึงการจัดการในเรื่องต่าง ๆ เช่น ปิดสายไฟแยกประเภทได้ด้วยตัวเอง งานเฉพาะทาง เช่น ฉลากปิดยาตามโรงพยาบาล, จักรเย็บผ้าที่ช่วยเรื่องการออกแบบเสื้อผ้า หรือปักลายเพื่อต่อยอดรายได้ได้
ซึ่งวิธีคิดนี้ช่วยให้แบรนด์เชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่และผู้ใช้หน้าใหม่ได้ดีขึ้น เพราะผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้อยากรู้แค่ว่าสินค้าดีแค่ไหน แต่อยากรู้ว่าสินค้านั้นช่วยให้ชีวิตหรือธุรกิจเดินต่อได้อย่างไร และยังสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในการตัดสินใจซื้อสินค้าจากการมองเห็นปัญหาของตัวเองก่อนที่จะหาสินค้ามาตอบโจทย์เพื่อแก้ปัญหานั้น ๆ อีกด้วย
2.เปลี่ยนวิธีการขายจากหมวดสินค้า ไปสู่การขายตามบทบาทของลูกค้า
บราเดอร์ไม่ได้สื่อสารการตลาดโดยยึดสินค้าเป็นศูนย์กลางเหมือนเดิม แต่นำโซลูชันจากกลุ่มสินค้าต่าง ๆ มาจับกลุ่มตามบทบาทในการใช้งานของลูกค้า เช่น Home, Work, Creativity และ Passion เพื่อให้แบรนด์สามารถหยิบสินค้าแต่ละกลุ่มมาเชื่อมกับชีวิตจริงของผู้ใช้ได้ชัดเจน
เช่น ในกลุ่ม Home บราเดอร์เข้าไปอยู่กับการจัดการเอกสารในบ้าน การจัดระเบียบของใช้ และกิจกรรม DIY, กลุ่ม Work เน้นจุดแข็งเรื่องประสิทธิภาพในการพิมพ์ การจัดการเอกสาร และความต่อเนื่องในการใช้งาน ส่วนกลุ่ม Creativity และ Passion เน้นแนวทางเชื่อมโยงสินค้าเข้ากับคนที่ต้องการเปลี่ยนไอเดียหรือความชื่นชอบส่วนตัวให้กลายเป็นงานหรือรายได้
ซึ่งกลยุทธ์นี้ทำให้แบรนด์มีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการสื่อสาร และช่วยให้สินค้าเดิมถูกตีความใหม่ให้สัมพันธ์กับชีวิตผู้คนในหลายแบบ และทำให้บราเดอร์ขยายไปยังกลุ่ม Home, SME, SOHO, ร้านอาหาร นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ที่ต้องการอุปกรณ์ช่วยสร้างรายได้จากที่บ้านหรือจากทักษะของตัวเองมากขึ้น
3.ใช้พอร์ตสินค้าที่หลากหลาย สร้างการเติบโตจากหลายตลาดพร้อมกัน
นอกเหนือจากนำกลยุทธ์ดึงศักยภาพของสินค้าหลายกลุ่มมาเล่าใหม่ให้สัมพันธ์กับไลฟ์สไตล์และการใช้งานจริงมากขึ้น บราเดอร์ยังคงให้ความสำคัญกับการขยายฐานลูกค้าและรายได้ผ่านพอร์ตสินค้าที่มีความหลากหลาย เพื่อสร้างการเติบโตจากหลายตลาดพร้อม ๆ กัน
โดยฝั่งพรินเตอร์ ยังเป็นฐานธุรกิจหลัก ที่มีสัดส่วนรายได้ 88% และ 12% เป็นสินค้าในกลุ่ม Non Printer
ในปีนี้ยังคงผลักดันตลาดผ่านการอัปสินค้า ต่าง ๆ เข้ามาตอบโจทย์อย่างต่อเนื่อง เช่น พรินเตอร์ในกลุ่มอิงค์แท็งก์, พรินเตอร์ขนาด A3, เลเซอร์พรินเตอร์, เครื่องพิมพ์ขนาดใหญ่ และเครื่องพิมพ์อุตสาหกรรม ที่อยู่เบื้องหลังบรรจุภัณฑ์และการผลิตสินค้าและอื่น ๆ
นอกจากนี้ยังคงให้ความสำคัญกับการนำสินค้า Non Printer เข้ามาเสริมศักยภาพให้กับธุรกิจ เช่น จักรเย็บผ้า, เครื่องเสียง เช่น ไมค์ ลำโพง, แอมป์ เพื่อให้บราเดอร์ไม่ต้องพึ่งพาธุรกิจพรินเตอร์เพียงขาเดียว เนื่องจากธุรกิจพรินเตอร์ในปัจจุบันเป็นธุรกิจที่มีความท้าทายจากการใช้งานด้านการพิมพ์เอกสารที่ลดลง
และการปรับเปลี่ยนแนวทางสื่อสารนี้ยังทำให้สินค้าในกลุ่มอื่น ๆ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าใหม่ ๆ เช่น กลุ่มเครื่องเสียง เป็นที่รู้จักและเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้น
4.ยกระดับประสบการณ์หลังการขาย ให้บริการกลายเป็นแต้มต่อระยะยาว
บราเดอร์ให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์บริการที่ตรงความต้องการของลูกค้า ช่วยให้ลูกค้าสะดวกในทุกขั้นตอน ทั้งบริการก่อน และหลังการขาย ผ่านการแนะนำที่ชัดเจน การแก้ไขปัญหาที่รวดเร็ว ผ่านการพัฒนามาตรฐานบริการทั่วประเทศ และการนำแนวคิด CoSE หรือ Center of Service Excellence มาใช้ในช่วง 2568-2570 และการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้บริการสะดวก รวดเร็ว และแม่นยำมากขึ้น
นอกจากนี้ยังสร้างความผูกพันระยะยาว ผ่านกลวิธีต่าง ๆ เช่น การนำ AI และแชตบอตเข้ามาช่วยตอบคำถาม การพัฒนา Smart Learning Hub เพื่อเสริมความรู้ให้คู่ค้า การทำ CRM ผ่าน Brother Club การจัดกิจกรรม Brother Family Day รวมถึงการดูแลลูกค้าเชิงรุกในกลุ่มองค์กร เพื่อสร้างประสบการณ์ในด้านการบริการกับลูกค้าที่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่แก้ปัญหา แต่ช่วยสร้างความผูกพันของแบรนด์ที่พร้อมอยู่ข้างลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับชื่อแนวคิด At Your Side อย่างชัดเจน
5.ใช้ AI และความยั่งยืน เป็นฐานสนับสนุนการเติบโตระยะยาว
อีกแกนหนึ่งที่บราเดอร์ให้ความสำคัญ คือการนำ AI เข้ามาช่วยลดความซับซ้อนของงานภายใน ทำให้ทีมใช้เวลาไปกับงานที่สร้างคุณค่าได้มากขึ้น พร้อมกับพัฒนาทักษะของบุคลากรให้ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็ย้ำเรื่องการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส รับผิดชอบ และมองความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าระยะยาว
พร้อมกับให้ความสำคัญกับกิจกรรม CSR การดูแลสิ่งแวดล้อม การทำงานร่วมกับชุมชน และการยืดอายุการใช้งานสินค้าเพื่อลดการเปลี่ยนอุปกรณ์โดยไม่จำเป็น ซึ่งสะท้อนว่าแบรนด์พยายามวางตัวเองเป็นมากกว่าผู้ขายสินค้า แต่เป็นองค์กรที่ต้องการเติบโตไปพร้อมกับลูกค้า สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาวด้วย
อย่างไรก็ดี ภายใต้แนวคิด At Your Side, Every Side of Life ของบราเดอร์ไม่ได้เป็นเพียงแนวทางที่ใช้สื่อสารในระยะสั้น เพราะการสื่อสารเพื่อเข้าถึงลูกค้าต้องใช้เวลาตอกย้ำภาพลักษณ์นี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อค่อย ๆ กระชับพื้นที่ของแบรนด์ให้เข้าไปอยู่ในใจของลูกค้าอย่างต่อเนื่องและยาวนาน
Talk About Market FYI
ก่อนที่บราเดอร์จะเปลี่ยนแนวคิดการสื่อสารสู่ At Your Side, Every Side of Life ที่ผ่านมา ภายใต้การบริหารของธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) ได้สร้างแนวคิดสร้างแบรนด์ผ่าน 3 ช่วงหลัก เพื่อพาแบรนด์เติบโตตามช่วงเวลาที่เหมาะสม ได้แก่
1.ยุค Music Marketing
บราเดอร์ได้นำ Music Marketing มาใช้ เพื่อปรับภาพลักษณ์เป็นแบรนด์ในใจผู้บริโภค เป็นแบรนด์ที่อยู่มาอย่างยาวนาน และลูกค้าบางกลุ่มมองว่าสินค้าบราเดอร์ไม่มีความทันสมัย เนื่องจากบราเดอร์เป็นแบรนด์ที่ขายเครื่องดีด และเครื่องพิมพ์สำนักงานมาก่อน
ทำให้บราเดอร์ใช้ Music Marketing ผ่านการจัดคอนเสิร์ตและเป็นสปอนเซอร์คอนเสิร์ตทั่วประเทศ เพื่อสร้างความสุขให้ลูกค้า สร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูเด็กลง และขยายฐานไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น
2.ยุคทรานส์ฟอร์มองค์กร (ใช้เวลา 6 ปี)
การเข้าสู่ธุรกิจใหม่ เช่น ขยายไลน์สินค้าไปสู่กลุ่มเครื่องเสียง และเครื่องพิมพ์เสื้อ พร้อมกับปรับปรุงระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น และเน้นการค้นหาและผลักดันบุคลากรที่มีความสามารถ (Talent) ขึ้นมาเป็นผู้บริหารเพื่อขับเคลื่อนองค์กร
3.ยุคแห่งโซลูชัน (ใช้เวลา 6 ปี)
เน้นการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มองค์กร ผ่านการนำเสนอสินค้าผ่านโซลูชัน เพื่อตอบโจทย์สิ่งที่ลูกค้าต้องการทั้งสินค้า บริการ ซอฟต์แวร์ และกระบวนการทำงานที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างครบวงจร