ถอดรหัส ‘สุกี้ตี๋น้อย’ 2569 จากสงครามราคา สู่สมรภูมิ Value Creation และเป้าหมาย 13,000 ล้าน - 1

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา “สุกี้ตี๋น้อย” เติบโตจากการเป็นแบรนด์บุฟเฟต์ที่จับใจผู้บริโภคด้วยจุดขายเรื่อง “ความคุ้มค่า” และราคาที่เข้าถึงง่าย

 

แต่ด้วยสมรภูมิการแข่งขันในตลาดสุกี้บุฟเฟต์ได้เปลี่ยนไป โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมาเกิดการแข่งขันอย่างรุนแรงจากแบรนด์คู่แข่ง ทั้งลักกี้ที่ขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง และเอ็มเคได้เปิดแบรนด์โบนัสเข้าร่วมแข่งขัน เพื่อเข้าถึงเม็ดเงินผู้บริโภคให้มากที่สุด

 

และการแข่งขันอย่างรุนแรงนี้ เป็นหนึ่งในเกมที่ช่วยผลักดันตลาดสุกี้เติบโตเฉลี่ย 11% ต่อปี

จากข้อมูลของสุกี้ตี๋น้อยพบว่า

ปี 2556 ตลาดสุกี้มีมูลค่า 23,000 ล้านบาท

ปี 2567 มูลค่า 27,000 ล้านบาท

ปี 2568 มูลค่า 31,000 ล้านบาท

 

จะเห็นได้ว่าแม้ตลาดจะมีการแข่งขันกันสูง แต่แลกด้วยโอกาสในการเติบโตที่เกิดจากผู้บริโภคหันมาเป็นลูกค้าในตลาดสุกี้บุฟเฟต์มากขึ้น ผ่านการกระจายสาขา แคมเปญโปรโมชั่น และอื่น ๆ ที่เข้ามากระตุ้นลูกค้าเก่าให้เข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนดึงดูดลูกค้าใหม่ให้เข้ามาเป็นลูกค้าประจำในอนาคต

 

แม้ในตลาดจะเต็มไปด้วยคู่แข่ง แต่ นัทธมน พิศาลกิจวนิช ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหาร “สุกี้ตี๋น้อย” มั่นใจว่าในปี 2569 จะสามารถสร้างรายได้ 13,000 ล้านบาท เติบโต 42% จากปีที่ผ่านมา

 

สิ่งที่ทำให้ นัทธมน มั่นใจในการเติบโตมาจากกลยุทธ์ที่สำคัญ 5 ประการ ดังนี้

1.เปิดโมเดลสุกี้ตี๋น้อย PLUS+

ในปีนี้ สุกี้ตี๋น้อย ได้เปิดโมเดลสุกี้ตี๋น้อย PLUS+ สุกี้บุฟเฟต์ราคา 299 บาท ไม่รวมน้ำรีฟิลและ VAT 7% จำนวน 13 แห่ง

 

โดยสุกี้ตี๋น้อย PLUS+ จะอยู่ในร้านสุกี้ตี๋น้อยบางสาขาที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ ผ่านการปรับร้านเดิมที่มีอยู่ให้มีพื้นที่ให้บริการ สุกี้ตี๋น้อย PLUS+ และไปกับการขยายสาขาใหม่ ๆ ของสุกี้ตี๋น้อย

 

สำหรับสุกี้ตี๋น้อย PLUS+ เป็นโมเดลที่เพิ่มเมนูต่าง ๆ ที่มากกว่าโมเดลสุกี้ตี๋น้อยสแตนดาร์ด 219 บาท เช่น หม้อต้ม 3 ช่อง และสามารถเลือกน้ำซุปกระดูกหมูคอลลาเจน หม่าล่าเข้มข้น หม่าล่านม และน้ำจิ้มงาหม่าล่า พร้อมเมนู Sushi ในรูปแบบ Omakase และไอศกรีม Soft Serve โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม เพื่อดึงดูดลูกค้าให้มองเห็นความคุ้มค่าที่มากกว่า และเลือกที่จะเพิ่มเงินเล็กน้อยเพื่อทานตี๋น้อย PLUS+ แทน

 

และการเปิดสุกี้ตี๋น้อย PLUS+ นอกเหนือจากสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งจากระดับราคาที่ให้ลูกค้าเลือกมีความหลากหลายกว่า ยังเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ในการสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้น จากราคาต่อหัวที่ลูกค้าจ่ายมากกว่าอีกด้วย

 

2.ขยายสาขาพร้อมเปิดแบรนด์ใหม่

อีกกลยุทธ์หลักของปี 2569 คือการเร่งขยายสาขาเพื่อเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่ ๆ โดยสุกี้ตี๋น้อยมีแผนขยายสาขาเพิ่มขึ้น 60 สาขา ด้วยงบลงทุนรวม 1,200 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย

สุกี้ตี๋น้อย และสุกี้ตี๋น้อย PLUS+ จำนวน 40 สาขา

ตี๋น้อย BBQ จำนวน 2 สาขา

ตี๋น้อย Gold จำนวน 9 สาขา

และเปิดแบรนด์ใหม่อีก 1 แบรนด์ จำนวน 9 สาขา

การขยายสาขาของสุกี้ตี๋น้อยในปีนี้ ถือเป็นจำนวนของสาขาที่ขยายที่มากที่สุดจากเดิมที่เฉลี่ยปีละประมาณ 20 แห่ง

และทำให้สิ้นปี 2569 สุกี้ตี๋น้อยมีสาขารวม 133 แห่ง ครอบคลุม 57 จังหวัด จากปัจจุบันที่ครอบคลุม 35 จังหวัด

 

3.ใช้ระบบสมาชิก TN Family เป็นเครื่องมือสร้างลูกค้าประจำ

ในเดือนกันยายน 2568 สุกี้ตี๋น้อยได้ปรับโฉมโปรแกรม CRM ใหม่ด้วยการเปิดตัว TN Family พร้อมเดินหน้าทำตลาดสร้างฐานลูกค้าสมาชิก TN Family ผ่านแคมเปญต่าง ๆ เช่น แจกเครื่องดื่มรีฟิล กุ้ง และสิทธิพิเศษอื่น ๆ เพื่อเร่งดึงลูกค้าให้เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกให้ได้เร็วที่สุด

 

ปัจจุบัน TN Family มีฐานสมาชิกกว่า 3 ล้านคน และในแต่ละวันสุกี้ตี๋น้อยมีลูกค้าเข้าไปใช้บริการเฉลี่ย 100,000 คนต่อวัน เป็นลูกค้าสมาชิก TN Family 39,887 คนต่อวัน

 

แม้สัดส่วนลูกค้าที่เป็นสมาชิก TN Family เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ใช้บริการในแต่ละวันจะดูอยู่ในระดับสูง แต่นัทธมนมองว่า หากเทียบกับจำนวนสมาชิกทั้งหมดแล้ว ปัจจุบันมีสมาชิกที่เข้ามาใช้บริการต่อวันเพียง 1.3% เท่านั้น

 

และเธอมีเป้าหมายที่จะสร้างความถี่ให้กับลูกค้ากลุ่มสมาชิกเพิ่มขึ้น ผ่านกลวิธีต่าง ๆ เช่น กิจกรรมสะสมยอด กินครบ 15 ครั้ง แลกรับสิทธิ์รับประทานฟรี หรือรับเสื้อ TN Family และพัฒนาระบบสมาชิกเพื่อให้ขั้นตอนการสมัครทำได้ง่าย และช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงโปรโมชั่นต่าง ๆ ได้สะดวกกว่าเดิม เป็นต้น

 

4.แผนเปิด Distribution Center ภาคอีสาน

สุกี้ตี๋น้อยมีแผนเปิด Distribution Center ที่ภาคอีสานเพิ่มอีก 1 แห่ง จากเดิมที่มีอยู่ 1 แห่งที่ธัญบุรี เพื่อลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และรองรับการขยายสาขาในต่างจังหวัด โดยเฉพาะภาคอีสานที่สุกี้ตี๋น้อยมีสาขามากถึง 24 สาขาในสิ้นปี 2569

 

5.การสนับสนุนจาก JMART

เพื่อเสริมการเติบโตในหลายด้าน ทั้งการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเสริมศักยภาพ และการสร้าง Synergy ร่วมกับธุรกิจในเครืออย่าง JAS ASSET, JAYMART MOBILE และ J VENTURES เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ลูกค้าและเสริมความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

 

อย่างไรก็ดี แม้ปีที่ผ่านมาสุกี้ตี๋น้อยอาจมีกำไรที่ลดลงจากการทำแคมเปญโปรโมชั่น และการลงทุนต่าง ๆ เพื่อพาตัวเองสปริงบอร์ดต่อไปในอนาคต

 

ซึ่งสิ่งที่ทำมา เริ่มเห็นผลในไตรมาส 1 ปี 2569 ที่มีการเติบโตด้านจำนวนลูกค้า ทั้งจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการมากถึง 10.28 ล้านคน เติบโต 36% บนรายได้รวม 2,627 ล้านบาท เติบโต 33.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 พร้อมกับ SSSG Same Store Sales Growth หรือ อัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมที่กลับมาเป็นบวกถึง 3.5%

 

ส่วนอีก 3 ไตรมาสที่เหลือ สุกี้ตี๋น้อยจะพาตัวเองโตตามเป้าหมายได้หรือไม่ และสร้างผลกำไรกลับมาเท่าไร เรามาดูกัน

About The Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *