ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “รถยนต์ไฟฟ้า” หรือ EV ถูกมองว่าเป็นอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ผู้ผลิตรถยนต์แทบทุกค่ายต่างประกาศแผนเร่งพัฒนา EV เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน แต่ในความเป็นจริง การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้เป็นเส้นทางที่ตรงและง่ายเสมอไป
ล่าสุด ฮอนด้า มอเตอร์ ประกาศทบทวนกลยุทธ์รถยนต์ไฟฟ้าครั้งสำคัญ พร้อมตัดสินใจ ยกเลิกการพัฒนาและทำตลาดรถยนต์ EV จำนวน 3 รุ่น ที่เดิมมีแผนผลิตในอเมริกาเหนือ ได้แก่
-Honda 0 SUV
-Honda 0 Saloon
-Acura RSX
การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากบริษัทประเมินสภาพตลาดและแนวโน้มของอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
แม้ฮอนด้าจะยังคงยืนยันเป้าหมายระยะยาวในการบรรลุ Carbon Neutrality ภายในปี 2050 แต่ภายใต้เงื่อนไขทางธุรกิจในปัจจุบัน บริษัทจำเป็นต้องปรับจังหวะและทิศทางของกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์มากขึ้น เพื่อให้การดำเนินธุรกิจสามารถเดินหน้าได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว
ซึ่งปัจจัยนี้ประกอบด้วย
1.การเปลี่ยนแปลงของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีสัญญาณการเติบโตชะลอลง ส่วนหนึ่งมาจากการปรับนโยบายด้านพลังงานและการสนับสนุน EV ของภาครัฐที่เปลี่ยนไป
2.ตลาดรถยนต์ในจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดของโลก ก็มีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างมาก โดยผู้เล่นรายใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าโดยตรง สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้รวดเร็วกว่า และมีจุดแข็งด้านเทคโนโลยีซอฟต์แวร์
เนื่องจากแนวโน้มสำคัญของรถยนต์ยุคใหม่จึงไม่ได้อยู่แค่เรื่องเครื่องยนต์หรือการประหยัดพลังงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงระบบซอฟต์แวร์ที่สามารถอัปเดตได้, เทคโนโลยีช่วยขับขี่ขั้นสูง และแนวคิด Software-Defined Vehicle (SDV) ที่ทำให้รถยนต์กลายเป็นแพลตฟอร์มเทคโนโลยีมากขึ้น
ภายใต้การแข่งขันลักษณะนี้ ฮอนด้ายอมรับว่าบริษัท ไม่สามารถนำเสนอความคุ้มค่าที่เหนือกว่าผู้ผลิต EV รายใหม่ได้ในบางตลาด ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง
ซึ่งการยุติโครงการ EV ทั้ง 3 รุ่น ส่งผลให้ฮอนด้าต้องรับรู้ค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ทั้งจากการตัดจำหน่ายสินทรัพย์และการยุติการพัฒนาโครงการ
และฮอนด้าได้ประเมินว่าในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2569 จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมประมาณ
820,000 ล้าน – 1.12 ล้านล้านเยน ในค่าใช้จ่ายดำเนินงาน
และ110,000 ล้าน – 150,000 ล้านเยน จากการขาดทุนจากเงินลงทุน
หากรวมผลกระทบทั้งหมดจากการปรับกลยุทธ์ EV ครั้งนี้ มูลค่าผลกระทบรวมอาจสูงสุด ไม่เกิน 2.5 ล้านล้านเยน และ ฮอนด้าระบุว่าจะยังคง รักษานโยบายการจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นตามเดิม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน
สำหรับกลยุทธ์ใหม่ของฮอนด้า คือการให้ความสำคัญไฮบริดมากขึ้นในแผนระยะกลาง เนื่องจากเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ตลาดในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะสามารถลดการปล่อยคาร์บอน, ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ยังไม่พร้อมเปลี่ยนไป EV เต็มรูปแบบ และยังรักษาความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจได้
อย่างไรก็ดีในระดับภูมิภาค ฮอนด้ายังเตรียมเพิ่มความแข็งแกร่งในตลาดที่มีศักยภาพ เช่น อินเดียและประเทศในเอเชีย ผ่านการพัฒนา รถไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ และการปรับโครงสร้างต้นทุนให้เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ
ถ้ามองในมุมของบทเรียนจากการปรับเกมของฮอนด้า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังอยู่ในช่วง “เปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง”
แม้ EV จะยังเป็นทิศทางสำคัญของโลกในระยะยาว แต่ในระยะสั้น ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายกำลังเลือกแนวทางที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรักษาสมดุลระหว่าง EV และ Hybrid การเร่งพัฒนาเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ในรถยนต์ หรือการปรับแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับสภาพตลาดจริง
สำหรับฮอนด้า การทบทวนกลยุทธ์ครั้งนี้อาจไม่ใช่การถอยจาก EV แต่เป็นการ ปรับจังหวะของเกม เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์