AWC  2.3 - 1

AWC หรือ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) ปิดไตรมาส 1/2569 ด้วยรายได้ 6,776 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% และมีกำไรสุทธิ 1,986 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% พร้อมกับพอร์ตทรัพย์สินคุณภาพมูลค่า 221,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% จากปีที่ผ่านมา

 

ผลประกอบการของ AWC ในไตรมาส 1/2569 วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ มองว่าเป็นไตรมาสที่สะท้อน การเติบโตอย่างมีคุณภาพ ของพอร์ตธุรกิจ ทั้งโรงแรม คอมเมอร์เชียล และไลฟ์สไตล์เดสติเนชัน แม้ภาพรวมตลาดจะมีความผันผวนจากปัจจัยภายนอก แต่ AWC ยังสามารถทำรายได้และกำไรสุทธิแตะระดับสูงสุดใหม่ของบริษัทได้

 

ส่วนสิ้นปี 2569 วัลลภาวางเป้าหมายสร้างมูลค่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็น 230,000 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 300,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี

 

ซึ่งการเติบโตของ AWC ในไตรมาส 1/2569 ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากการรีโพซิชันนิ่งธุรกิจในเครือสู่ Lifestyle Destination หรือจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยว อาหาร ความบันเทิง และการใช้ชีวิต เพื่อดึงกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงเข้ามาสร้างรายได้ซ้ำในหลายมิติ

 

ส่วนปิดปี 2569 AWC ได้แนวทางการเติบโตไปถึงเป้าหมายมูลค่าสินทรัพย์ 230,000 ล้านบาท ผ่านกลยุทธ์ Sustainable Growth-Led Strategy ดังนี้

 

1.เปลี่ยนอสังหาฯ ให้เป็น Lifestyle Destination

AWC วางตัวเองเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงไลฟ์สไตล์ที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว โดยไม่ได้พัฒนาโรงแรม ศูนย์การค้า หรืออาคารสำนักงานแบบแยกส่วน แต่พยายามสร้าง “Destination” ที่ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยว คนไทย ผู้เช่า และพันธมิตรทางธุรกิจ

 

ทำให้ AWC ได้ออกแบบพอร์ตโฟลิโอที่มีอยู่ เพื่อทำหน้าที่ในการสร้างประสบการณ์หลากหลาย ตั้งแต่โรงแรมและรีสอร์ต,

 

การปรับเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ได้ปรับเปลี่ยนจากแหล่งช้อปปิ้งริมแม่น้ำ ด้วยการนำไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ เข้ามาสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ เช่น การนำ Jurassic World: The Experience, SkyFlyer และแลนด์มาร์กใหม่ด้าน Edutainment อย่าง Better World Better Future

 

นอกจากนี้ในอนาคต AWC ยังมีแผนเปิด “Asiatique’s Blue Dome from Osaka Expo” ซึ่งเป็นโดมขนาดใหญ่บนพื้นที่ 1,600 ตารางเมตร ที่ AWC ซื้อต่อจากงาน Osaka Expo 2025 เพื่อเข้ามาติดตั้งเพื่อเป็นจุดขายใหม่ด้านการท่องเที่ยวให้กับ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น

 

รวมถึง การนำกลุ่ม F&B และร้านอาหารเชิงประสบการณ์มาเป็นหนึ่งในการสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ กับลูกค้า เช่นที่ผ่านมามีการเปิดตัว ‘เอ-ญ่า’ รูฟทอป แอท ดิ เอ็มไพร์ ไลฟ์สไตล์รูฟทอปที่ใหญ่และสูงที่สุดใจกลางกรุงเทพฯ เป็นต้น

 

อีกทั้งยังได้วางแนวทางในการรีโพซิชันนิ่งอาคารสำนักงานให้ผสมผสานความเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น เช่นการนำ Wellness, Clinic, Medical Partner, สิทธิประโยชน์จากโรงแรมและ F&B เป็นเครื่องมือดึงดูดผู้เช่า ไปจนถึงโครงการที่เชื่อมชุมชน ศิลปะ วัฒนธรรม และความยั่งยืนเข้าด้วยกัน

 

2.ธุรกิจโรงแรมดึง Quality Demand เข้าพอร์ต AWC

ในส่วนของธุรกิจโรงแรมและการบริการยังเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยเพิ่มทั้งรายได้และมูลค่าให้พอร์ตอสังหาริมทรัพย์ของ AWC ผ่านแนวทาง ยกระดับเหตุผลในการเดินทาง ดึงดูดลูกค้าคุณภาพสูงรู้สึกว่าโรงแรมในเครือ AWC ให้สิ่งที่แตกต่างจากโรงแรมอื่น ๆ เพื่อเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก, การใช้จ่ายต่อหัว และมูลค่าของสินทรัพย์ในพอร์ต

 

โดย AWC ได้ทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์โรงแรมระดับโลก เช่น Marriott, IHG, Okura, Banyan Tree, Meliá, Hilton, Accor และ Hyatt เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการ เพิ่มความน่าเชื่อถือ และเชื่อมต่อกับฐานลูกค้านานาชาติของแต่ละแบรนด์

 

พร้อมกับวางโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ พัทยา กระบี่ และสมุย ให้เป็นฐานในการดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการประสบการณ์มากกว่าห้องพักทั่วไป

 

เช่น กรุงเทพฯ ต่อยอดเมืองหลวงให้เป็น Urban Lifestyle Destination ผ่านการเชื่อมโรงแรม อาคารสำนักงาน F&B เวลเนส และพื้นที่ไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน

 

พัทยาที่ไม่ได้ถูกเล่าเพียงในฐานะเมืองทะเลใกล้กรุงเทพฯ แต่ถูกยกระดับให้เชื่อมกับกลุ่มครอบครัว ไลฟ์สไตล์ และกิจกรรมระดับโลกมากขึ้น ผ่านการเปิดตัวโรงแรมใหม่อย่างพัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา และมีเลีย พัทยา โฮเต็ล ประเทศไทย ซึ่งเข้ามาเสริมพอร์ตโรงแรมคุณภาพและช่วยดึงนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงเข้าสู่พื้นที่

 

ส่วนเชียงใหม่ AWC ต่อยอดจุดแข็งของเมืองด้านวัฒนธรรม ศิลปะ ความเชื่อ และประสบการณ์ท้องถิ่น เพื่อดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงเข้าสู่พอร์ตโรงแรม ผ่านการท่องเที่ยวในรูปแบบ Culture & Lifestyle Destination ที่มีเหตุผลให้คนเดินทางมา พัก ใช้เวลา และใช้จ่ายมากขึ้น เป็นต้น

3.พลาซ่า แอทธินี ยกระดับพอร์ตโรงแรมสู่ Luxury / Upper-luxury มากขึ้น

หลังจากที่ AWC ซื้อหุ้นกิจการโรงแรมพลาซ่า แอทธินี นิวยอร์ก รวมถึง townhouse building และสิทธิ์การใช้แบรนด์ Plaza Athénée ในสหรัฐฯ และไทย มีมูลค่ารวม 7,789 ล้านบาทในปี 2566

 

ในปี 2570 AWC มีแผนเปิด โรงแรมพลาซ่า แอทธินี นิวยอร์ก มีกำหนดเปิดในเดือนตุลาคม ปีหน้า ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 100 ปีของแบรนด์ ก่อนจะต่อยอดสู่การเปิด Plaza Athénée Nobu Hotel and Spa Bangkok บนพื้นที่ East Asiatic Company Heritage Building ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้โรงแรม Mandarin Oriental Bangkok และท่าเรือโอเรียนเต็ล ในลำดับถัดไป เพื่อต่อยอดพอร์ตลักชัวรี และยกระดับมูลค่าสินทรัพย์ให้เพิ่มขึ้น

 

 

4.F&B เป็นตัวเร่งมูลค่า

AWC ใช้ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม หรือ F&B เป็นเครื่องมือเพิ่มมูลค่าให้กับพอร์ตอสังหาฯ จากการมองเห็นร้านอาหารและประสบการณ์ด้านอาหาร ที่สามารถสร้างรายได้จากร้านอาหาร ค่าเช่า ทราฟฟิกที่เพิ่มขึ้น และภาพลักษณ์ของอาคาร และความสามารถในการดึงผู้เช่าหรือพันธมิตรคุณภาพเข้ามาในระยะยาว

 

ตัวอย่าง เช่น การเปิด เอ-ญ่า รูฟทอป แอท ดิ เอ็มไพร์ ที่กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านอาหารและไลฟ์สไตล์สำคัญของกรุงเทพฯ ที่ดึงดูดลูกค้าเข้ามาทานอาหาร ชมวิว สร้างประสบการณ์ หรือโอกาสพิเศษบางอย่าง ซึ่งสร้างรายได้เกือบ 600 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา และกว่า 158 ล้านบาทในไตรมาส 1/2569

 

5.เดินหน้า 27 โครงการที่เห็นโอกาส ชะลอโครงการที่รอความพร้อมของตลาด

AWC วางแนวทางเดินเกมการลงทุนแบบเลือกจังหวะ ไม่ได้เร่งเดินหน้าทุกโครงการพร้อมกัน แต่ให้ความสำคัญกับโครงการที่มองเห็นดีมานด์ชัด มีโอกาสสร้างรายได้ และสามารถเพิ่มมูลค่าให้พอร์ตได้ก่อน ส่วนโครงการขนาดใหญ่หรือโครงการที่ตลาดยังมีความไม่แน่นอน จะถูกวางไว้ในแผนระยะยาวและรอช่วงเวลาที่เหมาะสมมากขึ้น

 

โดยในปัจจุบัน AWC มีทั้งหมด 58 โครงการ และในจำนวนนี้มี 27 โครงการที่มองเห็นโอกาสในการ Uplift และ Repositioning เพื่อเพิ่มคุณค่าให้สินทรัพย์ และดึงลูกค้ากำลังซื้อสูงเข้ามาในพอร์ตมากขึ้น

 

เช่น โครงการตึกสูงที่เอเชียทีค ซึ่งยังอยู่ในแผนของ AWC ยังดูความพร้อมของตลาด และหันไปพัฒนาพื้นที่ส่วนอื่นของเอเชียทีคที่สามารถสร้างประสบการณ์และรายได้ได้ก่อน เช่น พื้นที่กิจกรรม โซนความบันเทิง และโดมใหม่จาก Osaka Expo เพื่อเพิ่มเหตุผลให้คนเดินทางมาเอเชียทีคมากขึ้น

 

นอกจากเอเชียทีค AWC ยังใช้แนวทางเดียวกันกับการบริหารพอร์ตโดยรวม ผ่านการ Uplift และ Repositioning สินทรัพย์ที่มีอยู่ เช่น การปรับโรงแรม อาคารสำนักงาน และพื้นที่คอมเมอร์เชียลให้ตอบโจทย์ลูกค้าคุณภาพสูงมากขึ้น แทนที่จะพึ่งพาการลงทุนใหม่ทั้งหมด วิธีนี้ช่วยให้บริษัทสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินทรัพย์เดิม และค่อย ๆ เติมโครงการใหม่เข้าสู่พอร์ตเมื่อมีความพร้อม

 

ส่วนโครงการใหม่ที่จะเปิดในปีนี้ ประกอบด้วยโรงแรม แฟร์มอนท์ แบงคอก สุขุมวิท, โครงการเวิ้งนครเกษม เยาวราช โซนคลองโอ่งอ่าง

 

และการลงทุนเฟส 2 ของโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง, การลงทุนโครงการลานนาทีค เชียงใหม่ เฟส 1 เป็นต้น

 

6.AWC Growth Fund รองรับโครงการใน Pipeline ก่อนเข้าสู่พอร์ตเมื่อพร้อมสร้างรายได้หรือรับรู้มูลค่า

AWC ยังให้ความสำคัญกับ AWC Growth Fund เพื่อทำหน้าที่รองรับโครงการใน Pipeline ก่อนทยอยนำเข้าสู่พอร์ตของ AWC เมื่อโครงการมีความพร้อม ทั้งในแง่การพัฒนา การเปิดให้บริการ การสร้างรายได้ และจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม แนวทางนี้ทำให้ AWC ไม่จำเป็นต้องเร่งนำทุกโครงการเข้าพอร์ตพร้อมกัน แต่สามารถบริหารการเติบโตอย่างมีวินัย เลือกเดินหน้าโครงการที่เห็นโอกาสก่อน และรอจังหวะที่ตลาดพร้อมสำหรับโครงการขนาดใหญ่หรือโครงการที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง

 

อย่างไรก็ดีเกมของ AWC หลังจากนี้ จึงไม่ใช่แค่การถือครองอสังหาฯ ให้มากขึ้น แต่คือการทำให้อสังหาฯ ทุกแห่งในพอร์ตมีบทบาทมากกว่าเดิม

จากพื้นที่ กลายเป็นประสบการณ์
จากสินทรัพย์ กลายเป็นจุดหมายปลายทาง
และจากการเปิดโครงการใหม่ กลายเป็นการสร้างมูลค่าซ้ำจากสิ่งที่มีอยู่

นี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ AWC มองว่า เป้าหมายพอร์ต 230,000 ล้านบาทในปี 2569 และ 300,000 ล้านบาทในอีก 5 ปี ไม่ได้มาจากการเติบโตเชิงปริมาณเท่านั้น แต่ต้องมาจากการเปลี่ยนทุกพื้นที่ให้กลายเป็นเครื่องยนต์สร้างมูลค่าในระยะยาวด้วย

 

About The Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *