ปี 2568 ถือเป็นหนึ่งปีทองของโตชิบาในประเทศไทย ด้วยการเติบโตรวม 22% จากกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กต่างๆ และเป็นการเติบโตสวนทางตลาดที่ติดลบ 7.1%
นอกเหนือจากนี้ในปีที่ผ่านมา โตชิบายังพาตัวเองขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดตู้เย็นและไมโครเวฟด้วยเช่นกัน
การขึ้นเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในสองหมวดที่กล่าวมา มาจากกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อรองรับเป้าหมายการเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านกลุ่มหลักทั้งหมดที่โตชิบาทำตลาดในประเทศไทยในอีก 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2569
ซึ่งในปี 2568 โตชิบามีการเติบโตมาจาก Category ต่างๆ ประกอบด้วย
-กลุ่มตู้เย็น เติบโต 12.1% ตลาดรวมติดลบ 5.4%
-กลุ่มไมโครเวฟ เติบโต 17% ตลาดรวมเติบโต 3.2%
-กลุ่มเครื่องซักผ้า เติบโต 30% ตลาดรวมเติบโต 7%
-กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เติบโต 31% ตลาดรวมติดลบ 0.4%
-กลุ่มผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับน้ำ เติบโต 60% ตลาดรวมเติบโต 15%
ส่วนในปี 2569 โตชิบามีเป้าหมายการเติบโตให้กับตัวเอง 30% ผ่านสินค้าใน Category ต่างๆ ประกอบด้วย
-กลุ่มตู้เย็น เป้าหมายการเติบโต 25%
-กลุ่มเครื่องซักผ้า, ไมโครเวฟ, หม้อหุงข้าว, หม้ออบลมร้อน, พัดลม, เครื่องฟอกอากาศ, เครื่องทำน้ำอุ่น และเครื่องกรองน้ำ เป้าหมายการเติบโต 30%
นอกจากนี้ยังมีแนวทางเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในสินค้า Category ต่างๆ เพื่อรักษาความเป็นเบอร์หนึ่งในกลุ่มตู้เย็นและไมโครเวฟ พร้อมกับผลักดันให้สินค้า Category อื่นๆ ที่มีส่วนแบ่งตลาด Top 5 ขยับอันดับขึ้นมาเพิ่มขึ้น
เช่น
-กลุ่มตู้เย็น รักษาความเป็นผู้นำตลาด ด้วยส่วนแบ่งตลาด 21% จากปีที่ผ่านมา 19%
-กลุ่มไมโครเวฟ รักษาความเป็นผู้นำตลาด ด้วยส่วนแบ่งตลาด 36% จากปีที่ผ่านมา 34%
-กลุ่มเครื่องซักผ้า เป็นเบอร์สอง ด้วยส่วนแบ่งตลาด 17% จากปีที่ผ่านมา 13%
-กลุ่มหม้อหุงข้าว เป็นเบอร์สอง ด้วยส่วนแบ่งตลาด 15% จากปีที่ผ่านมา 10%
-กลุ่มเครื่องทำน้ำอุ่น เป็นเบอร์สาม ด้วยส่วนแบ่งตลาด 20% จากปีที่ผ่านมา 10%
-กลุ่มพัดลม เป็นเบอร์สาม ด้วยส่วนแบ่งตลาด 13% จากปีที่ผ่านมา 3%
การไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ในปี 2569 โตชิบาได้วางกลยุทธ์สร้างการเติบโต ดังนี้
1.ขยาย Product Portfolio อย่างต่อเนื่อง เพื่อเข้าถึงลูกค้าทั้งในเชิงกว้างและลึก
ในปีนี้โตชิบามีแผนนำสินค้าใหม่มาทำตลาดมากถึง 60 รุ่น พร้อมปรับเปลี่ยนการวางตำแหน่งสินค้าให้ครอบคลุม 4 เซ็กเมนต์ ประกอบด้วย
-กลุ่ม Entry สินค้าในราคาราคาประหยัด ที่ไม่มีฟังก์ชันมาก เจาะกลุ่มลูกค้าที่เริ่มต้นซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นแรก
-กลุ่มแมส กลุ่มสินค้าที่ทุกบ้านต้องมี ในคุณสมบัติที่ดีขึ้นกว่า Entry และราคาที่จับต้องได้
-กลุ่มพรีเมียม สินค้าที่เน้นรูปลักษณ์ ดีไซน์ วัสดุ และฟีเจอร์การใช้งานที่สูงขึ้น
-กลุ่มเรือธง เป็นสินค้าไฮไลต์ที่มีสเปกสูงสุด วัสดุพรีเมียม ราคาสูง และเป็นตัวแทนระดับสูงสุดที่สะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์
2.ปรับภาพลักษณ์ให้ “เด็กลง”
โตชิบามุ่งขยายฐานไปสู่กลุ่ม Young Generation อายุ 28 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มวัยทำงานที่มีกำลังซื้อและมีศักยภาพในการเติบโตไปพร้อมกับแบรนด์ในระยะยาว จากที่ผ่านมาลูกค้ากลุ่มหลักของโตชิบามีอายุ 40 ปีขึ้นไป
ซึ่งการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้ โตชิบาทำตลาดผ่านแคมเปญ #GoodBetterLife พร้อมสื่อสารผ่าน Content ที่มีความหมายต่อใจ โดยร่วมมือกับผู้กำกับชื่อดัง “เต๋อ นวพล” เพื่อสร้างสตอรี่เทลลิ่งที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่
นอกจากนี้โตชิบายังใช้งบการตลาด 12.5% จากรายได้ทั้งหมด สื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมายไปยังช่องทางต่างๆ โดยเน้นให้ความสำคัญกับสื่อนอกบ้าน (OOH) กว่า 5,000 สกรีนในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด และออฟฟิศสำนักงาน ควบคู่ไปกับโซเชียลมาร์เก็ตติ้งและ KOLs
พร้อมกับลงทุนในสื่อ ณ จุดขาย การจัดโรดโชว์ และโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อตอบแทนลูกค้าทั้งปี
3.กลยุทธ์ช่องทางจำหน่าย,การขาย และบริการหลังการขาย
โตชิบาให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ที่ดี ณ จุดขาย และการสนับสนุนคู่ค้าอย่างใกล้ชิด ผ่านการเลือกสินค้าที่เหมาะกับช่องทางที่แตกต่างกันไป พร้อมกับ Renovate หน้าร้าน ปรับโฉมดีไซน์ร้านค้าให้ทันสมัยเพื่อให้แมตช์กับสินค้ารุ่นใหม่
นอกจากนี้ยังได้พัฒนาพนักงานขาย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างยอดจำหน่าย ด้วยการฝึกอบรมพนักงานขายให้มีความเชี่ยวชาญในข้อมูลเชิงลึก เพื่อช่วยลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าที่มีราคาสูงหรือมีเทคโนโลยีซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น
ตลอดจนนำ Data-Driven Operation มาช่วยบริหารจัดการสต็อกและการเติมสินค้าให้ทันท่วงที เพื่อไม่ให้คู่ค้าเสียโอกาสในการขาย
พร้อมกับสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวผ่านบริการหลังการขาย ผ่านศูนย์บริการครอบคลุม 92% ของพื้นที่ทั่วประเทศ
5.Multi-Brand Strategy
โตชิบาเป็นหนึ่งในแบรนด์ภายใต้เครือไมเดีย กรุ๊ป ซึ่งในปีนี้ไมเดีย กรุ๊ป ได้นำกลยุทธ์ Multi-Brand ในการบริหาร Portfolio อย่างชัดเจน โดยวางตำแหน่งให้ Toshiba เป็นแบรนด์ระดับพรีเมียมแมส เพื่อครอบคลุมตลาดหลักที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความคุ้มค่า ขณะที่ Midea มุ่งรุกตลาดแมสในวงกว้าง และ Comfee โฟกัสการทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก
ทั้งนี้สำหรับตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน (ไม่รวมทีวี) ในปี 2569 โตชิบาคาดการณ์ว่าจะเติบโต 3% จากปี 2568
โดยในช่วงเดือนมกราคม-พฤศจิกายน 2568 มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 70,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ประมาณ 7.1%