ก่อนจะกลายเป็นกระปุกปิโตรเลียมเจลที่อยู่ในบ้านของผู้คนทั่วโลก Vaseline เคยเป็นเพียงคราบเหนียวที่เกิดจากการขุดเจาะน้ำมันที่สร้างปัญหาให้กับเครื่องจักรในแหล่งขุดเจาะน้ำมัน และเป็นสิ่งที่อุตสาหกรรมน้ำมันกำลังพยายามกำจัดทิ้ง
ซึ่งเหตุการณ์การค้นพบนี้ มาจากความบังเอิญของ Robert Chesebrough นักเคมีชาวนิวยอร์ค วัย 22 ปีได้เดินทางไปแหล่งน้ำมันปิโตรเลียมที่เพิ่งมีการค้นพบในเมืองไททัสวิลล์ รัฐเพนซิลเวเนีย ในปี 1859
ภายในบ่อน้ำมัน Robert Chesebrough ได้เห็นว่าน้ำมันปิโตรเลียมที่ขุดเจาะมามักจะมีแผ่นชั้นเหนียวๆ ที่คนงานเหมืองเรียกว่า Rod Wax ลอยขึ้นมาด้านบนอยู่เสมอ และคนงานเหมืองต้องคอยตักออกมาเพื่อไม่ให้คราบเหนียวเข้าไปติดอยู่ในเครื่องจักร
และในทางกลับกัน Rod Wax ที่เป็นอุปสรรค์ต่อการทำงาน Robert Chesebrough ยังได้เห็นว่าคนงานเหมืองนิยมนำมาทาผิวเพื่อสมานแผลและแก้ผิวแห้งได้ ซึ่งคุณสมบัตินี้เองได้กลายเป็นแรงบันดาลใจที่ Robert Chesebrough นำมาวิจัยต่อยอดเป็นสินค้าเพื่อนำมาช่วยรักษาและปกป้องผิว
โดย Robert Chesebrough ได้นำ Rod Wax มาค้นคว้าผ่านกระบวนการต่างๆ เพื่อให้ Rod Wax มีความบริสุทธิ์ ปลอดภัยในการใช้กับผิว มีคุณภาพสม่ำเสมอ และตั้งชื่อเรียกมันว่า ปิโตรเลียม เจลลี่ (Petroleum Jelly)

หลังจากที่ Robert Chesebrough ได้วิจัยจนได้ปิโตรเลียม เจลลี่ เขาได้จดสิทธิบัตรในปี 1865 ก่อนที่จะจัดตั้งบริษัท Chesebrough Manufacturing Company และพัฒนาเป็นสินค้าในชื่อแบรนด์ Vaseline ออกวางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1870
คำว่า Vaseline มีที่มาจากคำว่า Wasser ในภาษาเยอรมัน แปลว่า “น้ำ” และ Elaion ในภาษากรีก แปลว่า “น้ำมัน”
ด้วยความที่ ปิโตรเลียมเจลลี่ และแบรนด์ Vaseline เป็นสินค้าใหม่ในตลาด ในช่วงแรกผู้บริโภคจึงไม่มีความเชื่อมั่นว่าสามารถนำมาใช้กับผิวได้ และไม่รู้ว่าควรใช้อย่างไร
Robert Chesebrough จึงใช้วิธีทำตลาดสร้างความรู้จักผ่านการสาธิตสินค้า แจกตัวอย่าง และอธิบายให้ผู้คนเห็นว่าสารนี้ใช้เคลือบผิวได้อย่างไรตามสถานที่ต่างๆ ด้วยตัวเอง

จากกลยุทธ์นี้เองในปี 1874 Vaseline ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย ผู้บริโภครู้จักและประยุกต์ใช้กับส่วนต่างๆ ของร่างกายด้วยตัวเอง เช่น ทาผิวบรรเทาอาการผิวแห้ง เป็นขุนในวันที่อากาศหนาว, ทาริมฝีปากเพิ่มความชุ่มชื้น, คุณแม่ใช้รักษาผื่นผ้าอ้อมของเด็กทารก และอื่นๆ
ด้วยความสำเร็จของปิโตรเลียมเจลลี่ Vaseline ได้ต่อยอดความสำเร็จไปยังประเทศต่างๆ รวมถึงพัฒนาเป็นสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง
จนกระทั้งในปี Chesebrough Manufacturing Company เจ้าของแบรนด์ Vaseline ควบรวมกับ Pond’s Extract Company เจ้าของแบรนด์ Pond’s และตั้งบริษัทใหม่ชื่อ Chesebrough-Pond’s, Inc. เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในตลาดมากยิ่งขึ้น ทั้งด้านการทำตลาด การจัดจำหน่าย การขยายตลาด และอื่นๆ เนื่องจากทั้งคู่เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเหมือนกัน
และปี 1986 Unilever ได้เข้าซื้อ Chesebrough-Pond’s, Inc. เพื่อขยายความแข็งแกร่งในตลาดสหรัฐอเมริกา และ ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิว จน Vaseline ได้กลายเป็นแบรนด์ในบริษัทยักษ์ใหญ่ในธุรกิจ FMCG ในที่สุด ที่มีทั้ง โลชั่น เซรั่ม ผลิตภัณฑ์กันแดด และผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ช่วยเพิ่มความถี่ในการใช้สินค้า รวมถึงการปรับสูตรให้เข้ากับสภาพอากาศ พฤติกรรมของผู้บริโภคแต่ละประเทศอีกด้วย
ซึ่ง Vaseline ถือเป็นหนึ่งแบรนด์ที่สร้างการเติบโตให้กับ Unilever โดยในปีที่ผ่านมาUnilever มียอดขาย 50,500 ล้านยูโร มาจากกลุ่ม Personal Care 13,200 ล้านยูโร โดยมี Dove และ Vaseline เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนกลุ่มนี้
ส่วนประเทศไทย Vaseline ถือเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จ ผ่านการตลาด นวัตกรรม การเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเรื่อง อย่างเช่น การเปิดตัว Vaseline Originals คอลเลกชันสินค้าพิเศษของวาสลีน ที่นำเอาไอเดียการใช้ความงามแบบไวรัล หรือบิวตี้แฮ็ก ที่ผู้คนในโลกออนไลน์แชร์ต่อกันมาพัฒนาทำเป็นสินค้าจริงออกวางจำหน่าย โดยเปิดตัวที่ประเทศไทยเป็นที่แรกของโลก จากการมองเห็นมีความโดดเด่นที่เปิดรับเทรนด์เรื่องความงามที่ตอบรับกับกระแสบนโซเชียลมีเดียได้ดีที่สุด
อ้างอิง
https://en.wikipedia.org/wiki/Vaseline
https://www.vaseline.com/th/th/who-we-are/our-history.html
https://mz.com.mt/blog/the-amazing-story-of-vaseline/
https://www.unilever.com/our-company/our-history-and-archives/1980-2010/