ศึก 3 ก๊กที่สมศักดิ์ศรี ในหม้อสุกี้บุฟเฟต์ - 1

ตลาดสุกี้และชาบูในประเทศไทยมูลค่า 23,000-25,000 ล้านบาท เป็นหนึ่งในตลาดอาหารที่มีการแข่งขันสูงที่สุดโดยเฉพาะในตลาดสุกี้บุฟเฟต์ระดับแมส ที่ในวันนี้คู่แข่งหลักทั้ง 3 รายได้ ได้แก่ สุกี้ตี๋น้อย โบนัสสุกี้ และลัคกี้สุกี้ ที่ต่างเร่งเกมเดินเครื่องแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด และฐานลูกค้าในบริบทที่หนักหน่วงขึ้น

 

โดยเฉพาะ ลัคกี้สุกี้ ที่ในวันนี้มีความแข็งแกร่งขึ้นจากการเข้าร่วมทุน 40% ของ CRG หรือ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด

 

การบุกตลาดอย่างเต็มกำลังของ โบนัสสุกี้ แบรนด์ลูกจากค่าย เอ็มเค กรุ๊ป เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดสุกี้กลับมาหลังจากที่ปล่อยให้สุกี้ตี๋น้อยแทรกตัวอยู่ในตลาดสุกี้บุฟเฟต์ระดับที่ในอดีต เอ็มเค กรุ๊ป ไม่เคยลงเล่นมาอย่างยาวนาน จนเอ็มเค ได้รับผลกระทบสูญเสียฐานลูกค้าและรายได้เป็นจำนวนมาก

ส่วนสุกี้ตี๋น้อย ที่มี JMART หรือ บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)  เป็นผู้ร่วมทุน ไม่ปล่อยให้คู่แข่งทั้งสองแย่งชิงตลาดไปได้อย่างง่ายดายแน่นอน

 

ทำให้การแข่งขันของตลาดสุกี้บุฟเฟต์ในวันนี้จึงเต็มไปด้วยสีสันการแข่งขันที่ร้อนแรงแบบไม่มีใครยอมใคร และเป็นการแข่งขันที่สมน้ำสมเนื้อจากพละกำลังของ 3 แบรนด์ที่มียักษ์ใหญ่อยู่ข้างหลังทั้งสิ้น

 

โดยสามก๊กในตลาดสุกี้บุฟเฟต์ มีไม้เด็ดในการแข่งขันอย่างไร

 

ก๊กที่ 1 สุกี้ตี๋น้อย

สุกี้ตี๋น้อย ถือเป็นแบรนด์ที่แรกเข้ามาบุกตลาดสุกี้บุฟเฟต์กลุ่มแมส ที่ประสบความสำเร็จจากการเติบโตด้านรายได้ ฐานลูกค้า อย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่หมายปองของ JMART หรือ บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ขอเข้าร่วมทุนในบริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด เจ้าของแบรนด์สุกี้ตี๋น้อย ในสัดส่วน 30% คิดเป็นวงเงินมูลค่า 1,200 ล้านบาท ในเดือนพฤศจิกายน 2565

 

ซึ่งการลงทุนของ JMART ให้พลังทั้งด้านเงินทุน ระบบบริหารจัดการ เทคโนโลยี และเครือข่ายที่ช่วยขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว จนสามารถสร้างการเติบโตด้านผลประกอบการให้กับ บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด ดังนี้

ปี 2563 รายได้รวม 1,223.05 ล้านบาท กำไร 140.29 ล้านบาท

ปี 2564 รายได้รวม 1,572.27 ล้านบาท กำไร 148.00 ล้านบาท

ปี 2565 รายได้รวม 3,976.34 ล้านบาท กำไร 591.48 ล้านบาท

ปี 2566 รายได้รวม 5,262.43 ล้านบาท กำไร 907.15 ล้านบาท

ปี 2567 รายได้รวม 7,075.44 ล้านบาท กำไร 1,168.76 ล้านบาท

 

แม้สุกี้ตี๋น้อย และแบรนด์ในเครือจะพาผลประกอบการของ บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป เติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ในปัจจุบันบริบทการแข่งขันได้เต็มไปด้วยคู่แข่งที่แข็งแกร่งอีก 2 แบรนด์ ทำให้สุกี้ตี๋น้อย ได้เดินเกมการแข่งขันทั้งรุกและรับการแข่งขันนี้ ผ่านกลยุทธ์ที่สำคัญ เช่น

 

1.มุ่งเน้นขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่ๆ โดยในปี 2569 ตี๋น้อยมีแผนขยายสาขาเพิ่มขึ้นอีก 40 สาขา โดยเน้นไปที่เมืองรองมากขึ้น จากการมองเห็นโอกาสทางธุรกิจหลังทดลองเปิดสาขาในต่างจังหวัดและได้รับการตอบรับอย่างดีจากกลุ่มลูกค้า

โดยในปัจจุบันอ้างอิงสิ้นเดือนตุลาคม 2568 สุกี้ตี๋น้อยมีสาขาทั้งสิ้น 88 สาขา ตี๋น้อยบาร์บีคิว 7 สาขา และตี๋น้อยโกลด์ 1 สาขา

 

2.ขยายตลาดสู่กลุ่มพรีเมียม ด้วยการเปิดแบรนด์ “ตี๋น้อย โกลด์” สาขาแรกที่เมเจอร์ รัชโยธิน เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 เพื่อเข้าถึงฐานลูกค้าไปยังกลุ่มพรีเมียมแมส โดยตี๋น้อย โกลด์ มีแผนขยายสาขาในปีนี้ 3 สาขา และเพิ่มเป็น11 สาขาในปี 2569

 

3.ใช้กลยุทธ์ CRM สะสมแต้ม มอบส่วนลด พร้อมกับเปิด Tn Lounge  พื้นที่สำหรับลูกค้ารอคิว ในการสร้างฐานลูกค้าประจำ และเป็นการเก็บข้อมูล ทำความรู้จักลูกค้าเฉพาะบุคคลให้มากขึ้น เพื่อนำมาต่อยอดเป็นบริการ การตลาดใหม่ๆ ที่เข้าถึงความต้องการลูกค้าที่เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น

 

4.ให้ความสำคัญกับครัวกลาง โดยในปีนี้เปิดครัวกลางแห่งใหม่ที่ คลอง 3 รังสิต ปทุมธานี โดยครัวกลางแห่งนี้ใช้งบลงทุน 1,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายสาขาได้มากถึง 200 สาขา

 

ก๊กที่ 2 โบนัสสุกี้

โบนัสสุกี้ ถือเป็นแบรนด์ลูกจาก เอ็มเค กรุ๊ป ที่ถือกำเนิดสาขาแรกขึ้นในเดือนกันยายน 2568 เพื่อร่วมรบในตลาดสุกี้บุฟเฟต์โดยเฉพาะ

 

โดย 4 เดือนที่ผ่านมาหลังจากเปิดให้บริการโบนัสสุกี้ เป็นครั้งแรก  ปัจจุบันมีลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำ 25% และทานซ้ำสูงสุดถึง 37 ครั้ง ขณะที่ผลสำรวจความพึงพอใจลูกค้าพบว่า กว่า 95% ประทับใจ ทั้งการบริการ พนักงาน และความคุ้มค่า สะท้อนภาพของแบรนด์สุกี้น้องใหม่ที่กำลังขยับขึ้นเป็นขวัญใจคนรักสุกี้ทั่วประเทศ

 

การลงเล่นในตลาดของโบนัสสุกี้มาพร้อมกับทิศทางและจุดแข่งในธุรกิจ ดังนี้

 

1.ขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่ๆ โดยในปีนี้มีแผนขยายสาขาให้ครบ 16 สาขา โดยเน้นไปที่สาขาต่างจังหวัด ซึ่งการเลือกขยายสาขาในต่างจังหวัด Talk Abou Market มองว่าตลาดต่างจังหวัดมีคู่แข่งที่น้อยกว่าสาขาในกรุงเทพ ที่มีทั้งตี๋น้อย และลัคกี้ ร่วมแข่งขันอยู่เป็นจำนวนมาก

ส่วนปี 2569 มีแผนขยายสาขาเพิ่มเป็น 70 สาขา และเป็น 100 สาขาในไตรมาสสองของปี 2570

 

2.ใช้ศักยภาพของระบบหลังบ้านของ เอ็มเค กรุ๊ป ที่มีโครงสร้างรองรับทั่วประเทศ ในการจัดการเรื่องวัตถุดิบจากคลังสินค้าและครัวกลางที่รองรับได้มากถึง 1,000 สาขา , การขนส่งกว่า 500 คันที่ส่งของได้ทุกวันทั่วประเทศ, เครือข่ายพาร์ทเนอร์ และมาตรฐานระบบต่างๆ ที่เอ็มเค  ที่สามารถควบคุมต้นทุน คุณภาพของวัตถุดิบ การบริการ และอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี

 

ก๊กที่ 3 ลัคกี้สุกี้

หลังจากที่ CRG เข้าถือหุ้น 40% มูลค่า 940 ล้านบาท ในบริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด เจ้าของแบรนด์ ลัคกี้ สุกี้ และ ลัคกี้ บาร์บีคิว ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ลัคกี้ได้เดินเครื่องบุกตลาดสุกี้บเฟต์ พร้อมกับบาร์บิคิวบุฟเฟต์อย่างมีรสชาติขึ้น

 

ซึ่งการถือหุ้นของ CRG ในบริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด ถือเป็นการเพิ่มพละกำลังในการแข่งขันให้กับลัคกี้สุกี้ และลัคกี้บาร์บีคิว ที่จากเดิมที่ผลประกอบการ ดังนี้

ปี 2565 รายได้รวม 79.74 ล้านบาท กำไร 2.67 ล้านบาท

ปี 2566 รายได้รวม 409.19 ล้านบาท กำไร 46.31 ล้านบาท

ปี 2567 รายได้รวม 1,015.46 ล้านบาท กำไร 108.43 ล้านบาท

ส่วนปี 2568 ผู้บริหารมิราเคิล แพลนเนท คาดการณ์ว่าสามารถสร้างรายได้มากถึง 2,000 ล้านบาท

 

และด้วยพละกำลังของ CRG ที่มีเข้ามา บริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด ได้วางเป้าหมายว่าสามารถทำรายรายได้ 5,000 ล้านบาทในอีก 3 ปีข้างหน้า ผ่านแนวทางธุรกิจ ได้แก่

 

1.เข้าถึงฐานลูกค้าใหม่ๆ ด้วยกลยุทธ์ขยายสาขาเพิ่มทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เฉลี่ยปีละ 20 – 25 สาขา โดยตั้งเป้าภายใน 3 ปี จะสามารถขยายสาขาได้ต่อเนื่อง และมีจำนวนสาขา 100 -120 สาขาทั่วประเทศ จากปัจจุบันที่มีสาขา ลัคกี้สุกี้ 27 สาขา และ ลัคกี้บาร์บีคิว จำนวน 11 สาขา

 

2.นำจุดแข็งของ CRG ทั้งในด้านของความเชี่ยวชาญ ในธุรกิจอาหาร เทคโนโลยี และเครือข่ายพันธมิตร ผลักดันแบรนด์ลัคกี้สุกี้ และลัคกี้บาร์บีคิว ให้มีการเติบโตทางด้านแบรนด์ คุณภาพวัตถุดิบ การบริการ และการขยายสาขาให้แข็งแกร่งเพิ่มขึ้น เป็นต้น

 

อย่างไรก็ดี หากมองในภาพรวมของการแข่งขัน “สามก๊กสุกี้บุฟเฟต์” ในวันนี้ จะเห็นได้ว่ากลยุทธ์หลักยังคงโฟกัสไปที่การเร่งขยายสาขาเพื่อเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่เป็นหลัก แต่เชื่อได้ว่าการแข่งขันครั้งใหญ่กำลังจะเริ่มต้น และเป็นการแข่งขันที่จะร้อนระอุมากขึ้นอย่างแน่นอน เพราะตลาดสุกี้บุฟเฟต์ไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่การแข่งขันบนสังเวียนของสามก๊กยักษ์ใหญ่ อย่างสุกี้ตี๋น้อย ที่หนุนหลังโดย JMART, โบนัส สุกี้ จาก เอ็มเค กรุ๊ป, และลัคกี้ สุกี้ ที่มี CRG ร่วมทุน

About The Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *