ปี 2568 ถือเป็นปีที่ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน ยังคงเติบโตแบบเหนื่อยๆ จากการเติบโตเพียง 3.2% หรือมีมูลค่ารวมที่ 3.4 แสนล้านบาท อ้างอิงจาก SCB EIC
การเติบโตเพียง 3.2% SCB EIC วิเคราะห์ว่าสาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั้งในไทยและต่างประเทศ ที่ ส่งผลให้คนไทยและชาวต่างชาติ “ใช้เงินไปกับการรักษาพยาบาลน้อยลงกว่าเดิม” โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยแบบชำระเงิน ที่เริ่มมองหาบริการที่คุ้มกว่า
นอกเหนือด้านกำลังซื้อจากเศรษฐกิจ ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนยังเผชิญกับความท้าทายในเรื่องการแข่งขันจากคู่แข่งที่มากขึ้น ทั้งคู่แข่งจาก
-โรงพยาบาลไทยด้วยกันเอง ที่ออกโปรโมชัน ขยายบริการใหม่ เปิดสาขาเพิ่ม
-การแข่งขันด้าน Medical Tourism จากประเทศเพื่อนบ้านและตะวันออกกลาง
– ศึกแย่งบุคลากรแพทย์ โดยเฉพาะแพทย์เฉพาะทางที่มีจำกัด
โรงพยาบาลใหญ่มีเงินทุนจึงเดินหน้าขยายเตียงและเปิดโรงพยาบาลใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่วนโรงพยาบาลขนาดเล็กนอกเครือ (Non-chain) กลายเป็นกลุ่มที่เหนื่อยที่สุด เพราะต้องเจอต้นทุนบริหารสูง ซัพพลายที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันด้านราคาแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับโอกาสการเติบโตของโรงพยาบาลเอกชนแม้สถานการณ์ในวันนี้จะมีแรงกดดันหลายอย่าง แต่ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนไทยยังมี พื้นฐานที่แข็งแร” และมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง จากปัจจัยสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่
1.ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบสมบูรณ์
ตั้งแต่ปี 2567 ไทยอยู่ในสถานะ Aged Society แล้ว และกำลังก้าวสู่ Super-aged Society ปี 2576 ซึ่งการที่ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ความต้องการด้านบริการรักษาพยาบาล การดูแลผู้สูงอายุ และศูนย์เฉพาะทางเติบโตอย่างต่อเนื่อง
2.โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เพิ่มขึ้น
โรคมะเร็ง เบาหวาน หัวใจ ความดัน และโรคหลอดเลือดในสมอง เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3% ต่อปี (CAGR) ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้บริการรักษาและการติดตามอาการกลายเป็นความต้องการระยะยาวของประชากรจำนวนมาก
3.Medical Tourism ของไทยยังแข็งแรง
แม้จะถูกกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลก แต่คุณภาพการรักษาของไทยยังเป็นที่ยอมรับระดับสากล โดยเฉพาะจากผู้ป่วยในตะวันออกกลาง จีน กัมพูชา และสหรัฐฯ ซึ่งจะกลับมาเพิ่มขึ้นได้ หากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์หรือการส่งผู้ป่วยในแต่ละประเทศคลี่คลาย