ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี โดยคาดการณ์ว่าปี 2568 มีมูลค่า 25,000 ล้านบาท เติบโต 8.7% จากปี 2567

การเติบโตของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นการเติบโตมาจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้
1.ตลาดบะหมี่สำเร็จรูปมีการแข่งขันอย่างรุนแรงจากคู่แข่งที่หลากหลาย ทั้งแบรนด์ไทยและเทศที่ต่างกระตุ้นตลาดและยอดจำหน่ายตามกลยุทธ์ที่แตกต่างกันไป เช่นการออกรสชาติใหม่ๆ การสื่อสารการตลาด การใช้พรีเซ็นเตอร์ การขยายช่องทางจัดจำหน่าย เป็นต้น
2.แบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไทย เน้นสร้างตลาดผ่านกลุ่มพรีเมียมอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนารสชาติใหม่ๆ, ดีไซน์แพ็กเกจจิ้ง, การสร้างภาพลักษณ์ และการสื่อสารการตลาดเพื่อเข้าถึงคนรุ่นใหม่ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรายได้การเติบโตจากราคาจำหน่ายและ Margin (ส่วนต่างระหว่างราคาขายกับต้นทุน) ของกลุ่มพรีเมียมสูงกว่ากลุ่มแมส
โดยในปีนี้คาดการณ์ว่าตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกลุ่มพรีเมียมมีการเติลโตมากถึง 33% ด้วยมูลค่า 4,000 ล้านบาท จากมูลค่า 3,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ส่วนกลุ่มแมสเติบโตเพียง 8%
3.คนไทยบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากเป็นอันดับ 9 ของโลก และเป็นปริมาณการบริโภคที่เพิ่มขึ้นทุกปี อ้างอิงจาก World Instant Noodles Association พบกว่าการเติบโตของการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปดังนี้
ปี 2563 บริโภค 3,713 ล้านเสิร์ฟ
ปี 2564 บริโภค 3,630 ล้านเสิร์ฟ
ปี 2565 บริโภค 3,866 ล้านเสิร์ฟ
ปี 2566 บริโภค 3,952 ล้านเสิร์ฟ
ปี 2567 บริโภค 4,080 ล้านเสิร์ฟ
อย่างไรก็ดี ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทย ยังเป็นตลาดที่มีผู้เล่นแบรนด์หลัก 3 รายได้แก่
มาม่า ส่วนแบ่งตลาด 49%
ไวไว ส่วนแบ่งตลาด 24%
ยำยำ ส่วนแบ่งตลาด 15%
เพราะตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังคงเติบโตต่อเนื่อง จากการแข่งขันที่เข้มข้นและการขยายตัวของกลุ่มพรีเมียม ซึ่งเติบโตแรงกว่ากลุ่มแมสหลายเท่า สะท้อนว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่ได้ขายแค่ความสะดวกอีกต่อไป แต่ขายความเข้าใจผู้บริโภคและการสร้างรายได้ จากคุณค่าใหม่ที่ให้กับผู้บริโภคที่มีความต้องการที่ซับซ้อนมากขึ้น