RelationSHIFT  - 1

ในสมรภูมิการส่งพัสดุยุคปัจจุบันที่เน้นตัดราคาและแข่งความเร็ว ภาพจำของ “ไปรษณีย์ไทย” อาจเคยถูกมองว่าเป็นแบรนด์ที่อยู่มานานถึง 144 ปี แต่ไปรษณีย์ไทยได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความเก่าแก่ไม่ได้หมายถึงความล้าสมัย ด้วยการสร้างรายได้ทะลุ 22,172.57 ล้านบาท และรักษาทิศทางการเติบโตต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรด้วยกลยุทธ์ใหม่ที่ชื่อว่า RelationSHIFT”

 

โดยภายใต้กลยุทธ์ RelationSHIFT ของไปรษณีย์ไทย เป็นการนำจุดแข็งที่ไปรษณีย์ไทยมีอยู่ มาต่อยอดสร้างการเติบโตผ่านแนวคิดและแนวทางใหม่ เพื่อพาตัวเองเติบโตจากการพึ่งพาปริมาณพัสดุ หรือ Volume-Based Growth ไปสู่ Value-Based Growth ด้วยการนำข้อมูล ความเข้าใจลูกค้า จุดสัมผัสบริการ และความร่วมมือกับพันธมิตรมาพัฒนาบริการใหม่ ภายใต้เป้าหมายการเป็น Lifestyle Logistics Brand ที่เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันและการทำธุรกิจของคนไทยมากขึ้น

 

ภายใต้กลยุทธ์นี้ประกอบด้วยแนวทางที่น่าสนใจ ประกอบด้วย

 

1.ยังคงให้ความสำคัญกับธุรกิจขนส่ง

เนื่องจากธุรกิจขนส่งยังคงเป็นฐานรายได้สำคัญที่สุดของไปรษณีย์ไทย ในปี 2568 ไปรษณีย์ไทยมีรายได้รวม 22,172.57 ล้านบาท โดยกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์สร้างรายได้ 10,711.61 ล้านบาท หรือเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมด ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 120.86 ล้านบาท พลิกกลับมาจากผลขาดทุนในปี 2567

 

ส่วนครึ่งแรกของปี 2569 ไปรษณีย์ไทยมีรายได้รวม 11,368.25 ล้านบาท โดยรายได้ 51.33% มาจากธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ รองลงมาคือบริการไปรษณียภัณฑ์ 34.92% และบริการระหว่างประเทศ 7.86%

 

การเติบโตด้านรายได้ของธุรกิจขนส่งส่วนหนึ่งมาจากบริการ EMS ซึ่งในปีนี้ EMS เป็นบริการที่มีอายุครบ 40 ปี โดยปี 2568 EMS สร้างรายได้ 9,570.82 ล้านบาท และในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 รายได้เติบโต 2.98% พร้อมปริมาณชิ้นงานเพิ่มขึ้น 1.90% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และไปรษณีย์ไทยคาดว่ารายได้ EMS ตลอดปีจะสูงกว่า 10,000 ล้านบาท

 

ซึ่งไปรษณีย์ไทยได้ต่อยอดจุดแข่งของเครือข่ายขนส่งไปยังธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ขนส่งสินค้าเฉพาะทางอย่างยาและเวชภัณฑ์ สินค้าควบคุมอุณหภูมิ ไปจนถึงบริการข้ามพรมแดนผ่าน EMS World, ePacket และ Courier Post

 

นอกจากนี้ไปรษณีย์ไทยยังให้ความสำคัญกับการขยายจุดรับฝากพัสดุผ่านโมเดลพันธมิตร แทนการลงทุนเปิดสาขาเองทั้งหมด โดยร่วมกับ Lotus’s, CJ, Big C, Tops, NT, Jiffy และศรีสวัสดิ์ พร้อมตั้งเป้าขยาย EMS Point เป็น 5,000 จุดในปี 2569 ปัจจุบัน EMS Point มากกว่า 80% ตั้งอยู่ภายในเครือข่ายของพันธมิตร เพื่อช่วยให้ธุรกิจหลักยังเติบโต พร้อมลดข้อจำกัดเรื่องต้นทุนการขยายสาขา และพาบริการขนส่งเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่ผู้บริโภคใช้ชีวิตอยู่แล้ว

 

2.สร้างคุณค่าที่มากกว่าสงครามราคาผ่าน Physical เชื่อมโยงสู่ Digital

โจทย์ของไปรษณีย์ไทยไม่ใช่การเป็นผู้ให้บริการที่ถูกที่สุด แต่คือการทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าค่าบริการที่จ่ายไปแลกกับความสะดวก ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือที่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

 

ตัวอย่าง เช่น การนำระบบ Prompt Post ระบบจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่รองรับตั้งแต่ Digital Mailbox การแจ้งหนี้และรับชำระเงินผ่าน e-Payment การลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงบริการประทับรับรองเวลา หรือ e-Timestamp ซึ่งช่วยยืนยันที่มาและความถูกต้องของเอกสารสำคัญ

 

ซึ่งบริการในรูปแบบนี้ทำให้ไปรษณีย์ไทยสามารถนำความเชื่อมั่นเดิมจากการรับส่งเอกสารทางกายภาพ มาต่อยอดสู่โลกดิจิทัล จากเดิมที่มีรายได้เมื่อเอกสารถูกส่งหนึ่งครั้ง ไปสู่การสร้างรายได้จากการจัดเก็บ ยืนยันตัวตน รับรองความถูกต้อง และบริหารเอกสารตลอดทั้งกระบวนการ

 

อีกบริการคือ Digital Post ID หรือ D/ID ระบบจ่าหน้าแบบดิจิทัลที่เก็บชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และพิกัดไว้ภายในรหัสเฉพาะรายบุคคล และสามารถเปลี่ยนแปลงที่อยู่ได้โดยยังคงใช้รหัสเดิม ก่อนแสดงเป็น QR Code บนกล่องพัสดุ ที่เปิดให้ผู้ที่สนใจสมัครใช้บริการได้ ซึ่งบริการนี้จะช่วยป้องกันเรื่องความปลอดภัยด้านข้อมูลของผู้รับ และที่เจ้าหน้าที่ที่ได้รับอนุญาตสามารถใช้ข้อมูลเพื่อจัดส่งสิ่งของได้อย่างถูกต้อง

 

3.พาตัวเองใกล้ชิดผู้บริโภค

ในยุคที่ธุรกิจขนส่งต้องแข่งกันด้วยความเร็วและสะดวกสบาย เพื่อตอบสนองผู้บริโภคยุคใหม่ ไปรษณีย์ไทยเองก็ได้ปรับตัวเร่งสปีดบริการให้ทันคู่แข่ง แต่ในอีกมุมหนึ่ง ความเร็วที่เพิ่มขึ้นนี้กลับทำให้ การมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า’ ซึ่งเป็นจุดแข็งและเอกลักษณ์ของไปรษณีย์ไทยที่มีมาอย่างยาวนาน ต้องลดน้อย

 

ทำให้ไปรษณีย์ไทยได้ปรับตัวเพื่อสร้าง RelationsSHIFT ใหม่ๆ จากเป็นผู้ให้บริการที่พบลูกค้าเฉพาะเวลาส่งของ ไปสู่การเข้าไปอยู่ในหลายช่วงของชีวิต ตั้งแต่การซื้อสินค้า การสมัครงาน การจัดการเอกสาร ผ่านบริการ Prompt Post บริการการรับส่งยา ไปจนถึงการเข้าถึงบริการภาครัฐ ผ่านจุดแข็งเครือข่ายบริการมากกว่า 50,000 จุดทั่วประเทศ ซึ่งครอบคลุมทั้งที่ทำการไปรษณีย์ จุดรับฝาก เครือข่ายพันธมิตร และบุรุษไปรษณีย์ที่มีความรู้ ความคุ้นเคยกับผู้คนและพื้นที่ที่ผู้ให้บริการขนสื่ออื่นๆ ไม่มี เช่นบ้านเลขที่เดิมกับบ้านเลขที่ใหม่ ถนนที่เพิ่งเปิด ซอยที่เปลี่ยนชื่อ หรือสถานที่ซึ่งไม่สามารถค้นหาได้ง่ายจากแผนที่ทั่วไป ที่มาจากข้อมูลจากการปฏิบัติงานจริงที่คู่แข่งสร้างตามได้ยาก

 

นอกจากนี้ไปรษณีย์ไทยได้นำเครือข่ายบุรุษไปรษณีย์มาต่อยอดเป็น Postman Cloud ที่เปลี่ยนบทบาทของบุรุษไปรษณีย์ให้เป็นเครือข่ายข้อมูลและผู้ให้บริการภาคสนาม เช่นการเป็นทีม Survey สำหรับสำรวจและเก็บข้อมูล บริการ Matching สำหรับเชื่อมโยงธุรกิจของพันธมิตรกับกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่จากความคุ้นเคย ความสัมพันธ์ และการสังเกตที่บุรุษไปรษณีย์มีกับคนในพื้นที่

 

รวมถึงบริการที่มีมาอย่างยาวนานอย่าง ThailandPostMart เป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นและสินค้าชุมชน

 

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไปรษณีย์ไทยสามารถเข้าไปอยู่ใน Customer Journey ได้หลายช่วง พร้อมโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยาวนานกว่าเวลาสั้น ๆ ระหว่างการฝากส่งและรับพัสดุ

 

4.เปลี่ยนจากบริษัทขนส่ง สู่โครงสร้างพื้นฐานแห่งความเชื่อมั่น

แผนของไปรษณีย์ไทยในช่วงปี 2569–2570 แบ่งออกเป็น 3 แนวทาง ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและ AI การใช้ความเข้าใจลูกค้าเป็นเครื่องมือสร้างการเติบโต และการยกระดับเครือข่ายสู่โครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่เชื่อมประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐเข้าด้วยกัน

 

เมื่อวางคู่กับแนวคิด POSTsible Next ที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ บุคลากร สิ่งแวดล้อม และผลกระทบเชิงบวก จะเห็นว่าไปรษณีย์ไทยกำลังขยับพร้อมกันสองด้าน คือรักษาความแข็งแรงของธุรกิจเดิม และสร้างความสามารถใหม่เพื่อหารายได้จากข้อมูล ดิจิทัล และพันธมิตร

 

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของกลยุทธ์นี้อยู่ที่การทำให้บริการใหม่สร้างรายได้ได้จริง โดยไม่ทำให้ภาพขององค์กรกระจัดกระจาย และต้องรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เพราะยิ่งไปรษณีย์ไทยใช้ข้อมูลและความสัมพันธ์เป็นจุดแข็งมากเท่าไร ความเชื่อมั่นก็ยิ่งกลายเป็นสินทรัพย์ที่ต้องดูแลมากขึ้นเท่านั้น

 

ดังนั้น กลยุทธ์ RelationSHIFT จึงไม่ใช่การพาไปรษณีย์ไทยออกจากธุรกิจขนส่ง แต่คือการเปลี่ยนเครือข่ายขนส่งที่มีอยู่ ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถเชื่อมโยงสินค้า ข้อมูล บริการ และโอกาสทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน

 

เพราะในสนามที่ทุกแบรนด์แข่งขันกันส่งให้เร็วขึ้นและถูกลง ไปรษณีย์ไทยกำลังเลือกอีกเส้นทาง คือทำให้ทุกการส่งมีคุณค่ามากกว่าการส่งถึงปลายทาง

 

About The Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *