Super Sport

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซูเปอร์สปอร์ตได้ปรับทิศทางกลยุทธ์ใหม่ภายใต้แนวคิด Move You, Move Sports ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ การสื่อสาร การขยายและปรับปรุงสาขา การนำเสนอสินค้าใหม่ ๆ เข้ามานำเสนอ และอื่น ๆ จนสามารถพาตัวเองเติบโตเฉลี่ยปีละ 5% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด พร้อมส่วนแบ่งการตลาด 25% ในตลาดร้านค้าปลีกอุปกรณ์กีฬาไทย

 

ส่วนปี 2569 ซูเปอร์สปอร์ตยังคงเดินหน้าพาตัวเองเติบโตอย่างต่อเนื่องบนวิสัยทัศน์ Move to New Height เพื่อพาตัวเองสู่ “Sport Ecosystem” เชื่อมโยงลูกค้า สินค้า และบริการเข้าด้วยกัน ผ่านงบลงทุนกว่า 200 ล้านบาท

 

โดยภายใต้วิสัยทัศน์ Move to New Height ประกอบด้วยกลยุทธ์ที่สำคัญ ได้แก่

 

1.เปลี่ยนร้านให้เป็น “Sports Destination” หรือจุดหมายปลายทางของคนรักกีฬา

ซูเปอร์สปอร์ตได้วางกลยุทธ์ทรานส์ฟอร์มร้านสู่คอนเซ็ปต์สโตร์ในรูปแบบ Store 3.0 เพื่อให้หน้าร้านกลายเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์ให้กับคนรักกีฬาทั้งในด้าน Sport Lifestyle และ Performance ที่มากกว่าพื้นที่ขายสินค้าที่มีแต่สินค้าที่เน้น Performance เท่านั้น

 

โดยคอนเซ็ปต์สโตร์ในรูปแบบ Store 3.0 เป็นรูปแบบที่ซูเปอร์สปอร์ตนำมาใช้ทรานส์ฟอร์มร้านค้าครั้งแรกในปี 2567 ด้วยการเปิดสาขาใหม่ และรีโนเวตร้านค้าเดิมให้มีความทันสมัย พร้อมเพิ่มแบรนด์สินค้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องที่หลากหลาย มาจัดกลุ่มสินค้า พร้อมนำเสนอให้ครบมิติในรูปแบบ Sport Ecosystem

 

สำหรับในปี 2569 ซูเปอร์สปอร์ตได้ต่อยอด ประกอบด้วยการขยายสาขาใหม่ 2 สาขา ได้แก่ เซ็นทรัล ขอนแก่น ในเดือนพฤษภาคม และเซ็นทรัล นอร์ธวิลล์ ในเดือนกรกฎาคม พร้อมกับรีโนเวตสาขาเดิม 10 สาขา โดยเน้นไปยังสาขาต่างจังหวัด

 

นอกจากนี้ยังได้ยกระดับสาขาเซ็นทรัลเวิลด์ เป็นแฟลกชิพสโตร์ รวมสินค้าทุกประเภทที่ผสมผสานกับโซน Interactive การวิเคราะห์เท้าเพื่อเลือกรองเท้า คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และพื้นที่ Sport Community เพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมกับลูกค้าและภาพลักษณ์สาขาสู่ The Best Multi-Brand Sports Store in Southeast Asia

 

ซึ่งการวางกลยุทธ์สู่การเป็น Sports Destination ยังเป็นหนึ่งในแนวทางในการยกระดับ Customer Journey ของซูเปอร์สปอร์ตให้แตกต่างจากร้านกีฬาแบบเดิม สร้างจุดเด่นจากคู่แข่งได้อีกทางหนึ่ง

 

2.เชื่อมหน้าร้านกับออนไลน์ให้เป็นระบบเดียวกัน

ยังคงให้ความสำคัญกับช่องทาง Omnichannel ผ่านการอัปเกรดระบบ E-commerce Platform ให้ใช้งานง่ายขึ้น พร้อมใช้ดาต้าของลูกค้าและ AI เพื่อแนะนำสินค้าที่ตรงกับความต้องการเชิงลึก ไปจนถึงการทำให้ประสบการณ์ระหว่างหน้าร้านกับออนไลน์เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์ Customer Journey ที่ดูสินค้า เปรียบเทียบทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ก่อนตัดสินใจซื้อได้เป็นอย่างดี

 

3.ขยายจาก Performance ไปสู่ Lifestyle เพื่อขยายฐานตลาด

ขยายบทบาทของตัวเองจากร้านที่ขายสินค้า Performance สำหรับคนออกกำลังกาย ไปสู่การเป็นร้านที่ตอบโจทย์ Sport Lifestyle เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น

 

ซึ่งแนวทางนี้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน เพราะตลาดกีฬาวันนี้ไม่ได้เติบโตจากนักกีฬาหรือคนที่ออกกำลังกายอย่างจริงจังเท่านั้น แต่ยังเติบโตจากคนที่อยากแต่งตัวแบบสปอร์ต คนที่อยากมีไลฟ์สไตล์แอ็กทีฟมากขึ้น หรือแม้แต่คนที่เพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกายได้อีกด้วย

 

4.รีเฟรชแบรนด์ จัดกลุ่มลูกค้า เพื่อเข้าไปอยู่ในโลกของกีฬาที่มากกว่าประเภท

ปีนี้ซูเปอร์สปอร์ตได้นำแนวคิด Move You, Move Sports มาตีความใหม่ และรีเฟรชแบรนด์ให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้นภายใต้ไอเดีย ‘ทำทุกมูฟให้เป็นกีฬา ด้วยนิยามในแบบคุณ’

 

โดยไอเดียนี้ประกอบด้วยการจัดกลุ่มลูกค้าใหม่ในรูปแบบ Motivation-Based Segmentation โดยให้ความสำคัญกับ “แรงจูงใจ” ของผู้บริโภคเป็นหลัก เพื่อให้สามารถสื่อสาร คัดเลือกสินค้า และออกแบบประสบการณ์ตรงกับไลฟ์สไตล์และความต้องการเฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่เน้นการสื่อสารตาม Demographic ของกลุ่มลูกค้า เช่น อายุ เพศ และประเภทของกีฬา เป็นหลัก

 

การจัดแบ่ง Motivation-Based Segmentation ของซูเปอร์สปอร์ตแบ่งเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่

-The Family Pillar กลุ่มคนที่เล่นกีฬาเพื่อพลังชีวิต และดูแลคนที่คุณรัก

-The Urban Survivor กลุ่มคนที่เล่นกีฬาเพื่อพิชิตชีวิตในแต่ละวัน

-The Joy Reclaimer กลุ่มคนที่เล่นกีฬาเพื่อความสนุก และปลดปล่อยความเครียด

-The Functional Optimizer กลุ่มคนที่เล่นกีฬาเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัด และเอาชนะตัวเอง

-The Social Explorer กลุ่มคนที่เล่นกีฬาเพื่อมิตรภาพ และแบ่งปันประสบการณ์

 

5.ใช้ “Community” เป็นตัวกลางในการทำให้กีฬาเข้าใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น

เน้นสื่อสารผ่าน Community ด้วยการทำให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในชีวิตจริงของคนเล่นกีฬา ผ่านการร่วมเป็นหนึ่งในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น Running Club, Football Clinic, Tennis Clinic, Badminton Clinic, Golf Tournament รวมถึงกิจกรรมสาย Outdoor และ Training เพื่อให้คนได้เข้ามามีส่วนร่วมจริง ได้ทดลอง ได้พบปะคนที่มีความสนใจคล้ายกัน เพื่อค่อย ๆ สร้างแบรนด์ในใจผู้บริโภคว่า ซูเปอร์สปอร์ตไม่ได้เป็นแค่ร้านขายของ แต่เป็นพื้นที่ของคนรักกีฬา

 

พร้อมสื่อสารในรูปแบบ Community-Centric ใช้ Community เป็นศูนย์กลาง ทั้งในร้าน กิจกรรม คอนเทนต์ และแคมเปญ เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเข้ามาแล้วไม่ได้เจอแค่สินค้า แต่เจอประสบการณ์ เจอแรงบันดาลใจ และเจอสังคมที่มีพลังบวกร่วมกัน แนวคิดนี้ทำให้ซูเปอร์สปอร์ตขยับจากการเป็น Experience Retail ไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมคนกับกีฬา และเชื่อมลูกค้าเข้ากับสังคมในวงกว้างมากขึ้น

 

รวมถึงการเปิดพื้นที่ร้านค้าจากพื้นที่ขาย ไปสู่การเป็น Inclusive Hub ที่เชื่อมคนเข้ากับกีฬาและกันและกัน ผ่านกิจกรรมกีฬา เวิร์กชอป การทดลองสินค้า การเชื่อมต่อกับนักกีฬาและ Sporty KOLs รวมถึงการสร้างบรรยากาศที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่า กีฬาสามารถมีความหมายในแบบของตัวเองได้ สอดคล้องกับแนวคิด Every Move Matters ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสร้างนิยามกีฬาเป็นของตัวเอง

 

6.Private Label ขยายฐานลูกค้า และเพิ่มอำนาจในการแข่งขัน

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ซูเปอร์สปอร์ตกำลังเร่งเครื่อง คือการผลักดันสินค้า Private Label ให้มีบทบาทมากขึ้นในพอร์ตธุรกิจ โดยวางตำแหน่งเป็นสินค้าคุณภาพพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคในแต่ละหมวดกีฬา โดยเฉพาะกลุ่มที่มองหาความคุ้มค่า แต่ยังต้องการมาตรฐานสินค้าที่ดีพอสำหรับการใช้งานจริง

 

โดยในปีนี้ ซูเปอร์สปอร์ตต่อยอด Private Label จากหมวดที่มีความแข็งแรงอยู่แล้วอย่างวิ่ง ฟุตบอล และเอ็กเซอร์ไซส์ ไปสู่หมวดใหม่มากขึ้น เช่น Watersport, Outdoor และ Kids พร้อมผลักดันแบรนด์อย่าง Energetics, PRO TOUCH, McKINLEY และ Firefly ให้มีบทบาทชัดขึ้นในร้าน นั่นทำให้สินค้ากลุ่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลือกเสริม แต่กำลังถูกยกระดับให้เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการเติบโตในระยะยาว

 

ซึ่งปัจจุบันสินค้ากลุ่ม Private Label มีสัดส่วน 5% ของรายได้ และมีแผนขยับเป็น 10% ภายใน 5 ปี และกลยุทธ์ Private Label ยังช่วยให้ซูเปอร์สปอร์ตสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง เพราะเมื่อมีสินค้าที่บริหารเองมากขึ้น และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเฉพาะแบรนด์กีฬาระดับโลกเพียงอย่างเดียว

 

7.ดันกีฬาให้เป็นเรื่องของสังคม ไม่ใช่แค่เรื่องของยอดขาย

อีกมิติที่ซูเปอร์สปอร์ตพยายามวางไว้ คือการเชื่อมกีฬาเข้ากับสังคม ผ่านทั้งแนวคิด Sports Equality และ Sustainability เช่น การทำแคมเปญส่งต่อรองเท้า การลดขยะพลาสติกในกิจกรรม การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการร่วมมือกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชนเพื่อขยายผลในระดับประเทศ

 

เพราะเกมของซูเปอร์สปอร์ตไม่ใช่แค่การขายของให้มากขึ้น แต่คือการทำให้ตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกของกีฬาได้มากขึ้น

About The Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *