หากสังเกตตารางคอนเสิร์ตในประเทศไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการกลับมาของคอนเสิร์ตศิลปินยุค 80, 90 ไปจนถึง 2000 ที่ห่างหายไปจากเบื้องหน้าวงการเพลงมากหน้าหลายตากลับมาขึ้นเวทีคอนเสิร์ตใหญ่อีกครั้งผ่านคอนเสิร์ตเดี่ยว คอนเสิร์ตรวมศิลปิน ไปจนถึงคอนเสิร์ตที่หยิบเพลงฮิตจากแต่ละยุคมาร้อยเรียงภายใต้แนวคิดใหม่
อย่างเช่น MICRO THE LAST ร็อค เล็ก เล็ก คอนเสิร์ตส่งท้ายตำนานร็อคมือขวากับวงไมโครเต็มวง ในปี 2566 ซึ่งคอนเสิร์ตนี้ได้ถูกเลื่อนมายาวนานถึง 3 ปี ก่อนได้จัดจริง
FOREVER CONCERT ในปี 2567 ที่นำ หนุ่ย อำพล, ใหม่ เจริญปุระ, บิลลี่ โอแกน, ก้อง สหรัถ, คริสติน่า อากีล่าร์, ทาทา ยัง และมอส ปฏิภาณ มาแสดงคอนเสิร์ตร่วมกัน
อำพล ON FIRE CONCERT คอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งใหม่ในรอบ 30 ปี ของหนุ่ย อำพล ลำพูน , BOYdPOD Our Songs Together Concert คอนเสิร์ตแห่งความทรงจำในช่วงเวลาที่ดีที่สุด ของ บอย โกสิยพงษ์ และ ป๊อด ธนชัย ในปี 2568
คอนเสิร์ต FAREWELL CONCERT อยากจะย้ำชัด ๆ ครั้งสุดท้าย ของอัสนี -วสันต์ ที่นำบทเพลงตลอดเส้นทางกว่า 40 ปีกลับมาร้อยเรียงเป็นคอนเสิร์ตอำลาในปี 2569 เป็นต้น และยังมีคอนเสิร์ตปีลึกอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึงจำนวนมาก
แล้วเพราะอะไรคอนเสิร์ตปีลึกถึงกลับมาอีกครั้ง
1.เพราะคนฟังในวันนั้น โตมาเป็นคนที่มีกำลังจ่ายในวันนี้
สำหรับคนที่เติบโตมากับเพลงยุค 90 – 2000 ที่มีเทปและ CD เป็นหนึ่งในช่องทางหลักในการฟังเพลง และในเวลานั้น การซื้อเทปสักม้วนหรือ CD สักแผ่นอาจต้องเก็บเงินค่าขนมอยู่หลายวัน ส่วนบัตรคอนเสิร์ตราคาหลักพันบาทอาจเป็นสิ่งที่เกินกำลังสำหรับใครหลายคน
แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนฟังกลุ่มเดิมก็เติบโตขึ้น ทำงานมีรายได้ และมีกำลังเงินที่มากพอในการซื้อสิ่งของที่ต้องการ และพวกเขามองว่าการดูคอนเสิร์ตของศิลปินที่เคยชื่นชอบในอดีต เป็นหนึ่งในการชดเชยส่วนหนึ่งที่ขาดหายไปในอดีต และเป็นการย้อนไปถึงศิลปินที่รักในอดีตได้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะคอนเสิร์ตปีลึกหลายงานไม่ได้ขายแค่ชื่อศิลปิน แต่ขายความรู้สึกว่าโอกาสแบบนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ไม่ว่าจะเป็นคำว่า กลับมาในรอบ 30 ปี, กลับมารวมตัวอีกครั้ง, คอนเสิร์ตอำลา หรือ ครั้งสุดท้าย ที่เป็นเครื่องมือกระตุ้นให้แฟนคลับของศิลปินเหล่านี้ในอดีตตัดสินใจไปดูคอนเสิร์ตของศิลปินปีลึกที่ชื่นชอบมากขึ้น เพราะส่วนหนึ่งพวกเขามองว่าถ้าพลาดโอกาสที่จะได้ดูศิลปินที่ชื่นชอบในครั้งนี้ อาจจะไม่มีโอกาสได้ดูอีกแล้ว หรือไม่รู้ว่าเมื่อไรจะกลับมาจัดคอนเสิร์ตอีกครั้ง เป็นต้น และทำให้เป็นความรู้สึกที่มีคุณค่ามากกว่าคอนเสิร์ตเพียงรอบหนึ่งเท่านั้น
2.เพราะเพลงเก่าไม่ได้มีแค่ทำนอง แต่มีความทรงจำติดอยู่ด้วย
สำหรับใครบางคน เพลงบางเพลงไม่ได้เป็นเพียงเพลงที่จำเนื้อร้องหรือทำนองได้ แต่ยังพาย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่เคยฟังเพลงนั้นด้วย ซึ่งอาจเป็นเพลงที่ทำให้นึกถึงช่วงมัธยม มหาวิทยาลัย เพื่อนกลุ่มเดิม เพลงที่เคยส่งแทนความรู้สึกให้กับรักครั้งแรก เพลงที่เคยฟังกับคนรักเก่า หรือเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น
เพลงเหล่านี้ถูกนำกลับมาร้องบนเวที นอกเหนือจากการกลับมาฟังเพลงเก่าๆ จากศิลปินที่ชื่นชอบที่เล่นอยู่บนเวที แต่ยังเป็นการกลับไปเชื่อมต่อกับความทรงจำบางช่วงของชีวิตตัวเองด้วย
อ้างอิงจากวิจัยเรื่อง A Cross-Sectional Study of Reminiscence Bumps for Music-Related Memories in Adulthood ด้วยการเปิดเพลงฮิตติดชาร์ตอันดับหนึ่งใน Billboard ในช่วงปี 2493- 2558 จำนวน 111 เพลง พบว่าเพลงที่ฟังในช่วงวัยรุ่นมีความเชื่อมโยงกับความทรงจำเกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง โดยภาพรวมความทรงจำเกี่ยวกับเพลงจะจดจำได้ดีในวัย 10–30 ปี และจดจำชัดเจนที่สุดอยู่ช่วงอายุประมาณ 14 ปี
นอกจากนี้งานดุษฎีนิพนธ์จากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง “การโหยหาอดีตผ่านเพลงไทยสากลในยุค ’90s” พบว่า กลุ่ม Gen X และ Gen Y ซึ่งเคยเป็นเด็กและวัยรุ่นในช่วงเวลานั้น เมื่อเติบโตขึ้นและมีภาระหน้าที่ในชีวิตมากขึ้น มีความรู้สึกคิดถึงช่วงชีวิตในอดีตที่มีความเป็นอิสระและมีความรับผิดชอบน้อยกว่า และเมื่อได้กลับมาฟังเพลงยุค 90 เพลงเหล่านั้นสามารถพาให้นึกถึงทั้งตัวเองในวัยนั้น ช่วงชีวิตในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย กิจวัตร ความชอบ ตลอดจนบุคคลที่เคยอยู่ในความทรงจำ เช่น เพื่อน ครู หรือคนรักเก่า
และเมื่อความทรงจำเหล่านั้นถูกนำมาอยู่ในรูปของคอนเสิร์ต Talk About Market มองว่าทำให้ความรู้สึกยิ่งต่างจากการเปิด Playlist ฟังอยู่ที่บ้าน เพราะได้เห็นศิลปินที่เคยชื่นชอบกลับมายืนอยู่บนเวที ได้ฟังเพลงเดิมแบบสด ๆ และได้ร้องเพลงเดียวกันพร้อมกับคนอีกหลายพันคน
นอกจากนี้ในงานวิจัย Blending the past and present in a retro branded music concert: the impact of nostalgia proneness ด้วยการจำลองคอนเสิร์ตเพลงร็อค โดยเปลี่ยนทั้งรายชื่อสมาชิกวงและเพลงที่ใช้แสดง ระหว่างเวอร์ชันที่เน้นความเป็นต้นฉบับจากอดีต กับเวอร์ชันที่ปรับให้ร่วมสมัย พบว่า เพลงและสมาชิกวงที่เคยผูกพันในอดีตมีส่วนกระตุ้นให้ เกิดความตั้งใจที่จะไปดูคอนเสิร์ตและความเต็มใจจ่ายค่าบัตรที่ไปดูมากกว่า
3.เพราะฟังเพลงออนไลน์ได้ แต่ประสบการณ์ในคอนเสิร์ตแทนกันไม่ได้
ในวันที่เพลงแทบทุกเพลงสามารถหาได้บน Streaming ทำให้การกลับไปฟังเพลงเมื่อ 20 หรือ 30 ปีก่อนไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แต่สิ่งที่แพลตฟอร์มออนไลน์ทดแทนไม่ได้ คือประสบการณ์ของการได้อยู่ในสถานที่เดียวกับศิลปินจริง ๆ ตั้งแต่การได้ยินเสียงดนตรีสด ได้เห็นศิลปินที่เคยชื่นชอบกลับมายืนอยู่บนเวที ไปจนถึงการได้ร้องเพลงเดียวกันพร้อมกับคนอีกหลายพันคน
โดยเฉพาะคอนเสิร์ตปีลึก ที่ใครหลายคนมองว่าอาจจะไม่มีโอกาสได้ดูศิลปินคนหรือวงนั้นอีกแล้ว หรืออีกนานกว่าจะมีโอกาสได้ดูอีกครั้ง และบางช่วงของคอนเสิร์ตยังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว เช่น การพูดคุยระหว่างศิลปิน การเล่าเรื่องเบื้องหลังเพลง การร้องร่วมกันของศิลปินหลายคน หรือปฏิกิริยาของคนดูในฮอลล์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ Playlist ไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้ในแบบเดียวกัน
ข้อมูลจาก YouGov Following the music – APAC concert goers report 2026 พบว่า เหตุผลอันดับหนึ่งที่ทำให้ผู้ชมชาวไทยไปดู Live Music คือ บรรยากาศและพลังที่เกิดขึ้นภายในงาน หรือ Atmosphere and Energy อีกด้วย
4.เพราะเพลงเก่ามีตลาดรองรับอยู่แล้ว ผู้จัดไม่ต้องเริ่มจากศูนย์
สำหรับในมุมผู้จัดคอนเสิร์ตปีลึก คือศิลปินและเพลงเหล่านี้ผ่านการพิสูจน์ตัวเองในตลาดมาแล้ว ผ่านเพลงฮิต ฐานแฟนที่ติดตามศิลปินมานาน และบางเพลงยังถูกเปิดฟังต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นความร่วมมือที่นำจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาช่วยต่อยอดเพลงเก่าให้กลายเป็นประสบการณ์ใหม่ อย่างเช่น 90’s – 2000’s PIANO & i CONCERT : Grammy Songbook ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง GMM MUSIC กับ PIANO&i ของโต๋ ศักดิ์สิทธิ์ ผ่านการตั้งกิจการร่วมค้า GMT Venture เพื่อพัฒนา Theme Concert ต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ปี โดยนำคลังเพลงของ GMM MUSIC มาร้อยเรียงและตีความใหม่ในรูปแบบของ PIANO&i
อีกทั้งด้วยความทรงจำของศิลปินและเพลง ทำให้ผู้จัดสามารถนำกิมมิก Nostalgia, การ Reunion, คอนเสิร์ตครั้งแรกในรอบหลายปี, คอนเสิร์ตครั้งสุดท้าย มาใช้ในการสื่อสารได้อีกทางหนึ่ง เช่น คอนเสิร์ต DISCTOPIA ที่หยิบความทรงจำของคนฟังเพลงยุค 2000 และวัฒนธรรมการฟังเพลงผ่าน CD มาเป็นแกนของงาน ผ่าน 9 ศิลปินในยุคนั้น เป็นต้น
อย่างไรก็ดีความน่าสนใจของ “คอนเสิร์ตปีลึก” จึงไม่ได้อยู่แค่การนำศิลปินหรือเพลงเก่ากลับมาอีกครั้ง แต่อยู่ที่การเปลี่ยนเพลงที่คนคุ้นเคย ให้กลับมามีความหมายในบริบทใหม่
เพราะสำหรับคนดู มันคือการกลับไปหาความทรงจำบางช่วงของชีวิต ส่วนสำหรับผู้จัด มันคือการนำเพลงและศิลปินที่มีฐานคนรักอยู่แล้ว มาสร้างประสบการณ์และมูลค่าใหม่อีกครั้ง
และบางครั้ง สิ่งที่คนยอมจ่ายเพื่อกลับไปฟัง อาจไม่ใช่แค่ “เพลงเก่า” แต่คือช่วงเวลาของตัวเองที่ซ่อนอยู่ในเพลงเหล่านั้น