เมื่อการใช้ชีวิตและการทำธุรกิจของคนไทยย้ายเข้าสู่โลกดิจิทัลมากขึ้น โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่า ประเทศไทยจะนำเทคโนโลยีมาใช้ได้มากแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าจะสร้างระบบดิจิทัลที่ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และตรวจสอบได้อย่างไร
นี่คือโจทย์ของ Digital Trust ที่ ETDA หรือสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กำลังใช้เป็นแกนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศไทย
ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA ได้ให้ข้อมูลว่า ETDA วางบทบาทตัวเองเป็น Co-Creation Regulator & Facilitator ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เพียงกำกับบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลภายใต้กฎหมาย DPS (Digital Platform Services) แต่ยังรวมถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน Digital ID การผลักดันให้ภาคธุรกิจใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ และการสร้างความรู้ให้ประชาชนใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างรู้เท่าทัน
โดยหัวใจที่เชื่อมภารกิจเหล่านี้เข้าด้วยกันคือ Digital Trust หรือความเชื่อมั่นในการใช้บริการและทำธุรกรรมบนโลกดิจิทัล ตั้งแต่การยืนยันตัวตนผ่าน Digital ID การนำ AI มาใช้อย่างมีธรรมาภิบาล การช่วยให้ SMEs ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเกิดประโยชน์ ไปจนถึงการกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัลให้มีความโปร่งใสและปลอดภัย
จากฐานที่วางไว้ในปี 2569 ETDA เตรียมเดินหน้าสู่ปี 2570 ผ่าน 4 Big Move ซึ่งประกอบด้วย
1.Digital ID จากการยืนยัน “เราเป็นใคร” สู่การยืนยัน “สิทธิและเอกสาร”
หนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ ETDA ผลักดันอย่างต่อเนื่องคือ Digital ID หรือระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนในรูปแบบดิจิทัล โดยก้าวต่อไปคือการขยายจากการยืนยันตัวตน ไปสู่การแสดง “สิทธิและเอกสาร” ที่สามารถตรวจสอบได้ ผ่าน Verifiable Credentials หรือ VC
VC จะช่วยให้เอกสารหรือข้อมูลรับรองอยู่ในรูปแบบดิจิทัลและสามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือได้ รวมถึงช่วยให้ผู้ใช้งานเปิดเผยเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำธุรกรรม
เช่น การตรวจสอบอายุ ผู้ใช้งานอาจไม่จำเป็นต้องแสดงข้อมูลทั้งหมดบนบัตรประชาชน แต่ระบบสามารถยืนยันเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นว่าอายุถึงเกณฑ์หรือไม่ ซึ่งช่วยลดการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเกินความจำเป็น
ในปี 2570 ETDA เตรียมวางโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ VC Ecosystem ตั้งแต่การตรวจประเมินผู้ให้บริการ ไปจนถึงการจัดทำระบบขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการผ่าน VC Trusted List พร้อมนำร่องบัตรประชาชนในรูปแบบ VC เพื่อลดการยื่นสำเนาเอกสารซ้ำและเปิดเผยข้อมูลเท่าที่จำเป็น
ตลอดจนร่วมมือกับ DGA (Digital Government Development Agency) หรือ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) และกรมการปกครอง ผลักดัน Digital Document Wallet เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าถึงเอกสารดิจิทัลได้ทุกที่ ทุกเวลา
นอกจากนี้ ยังเตรียมโครงสร้าง Digital ID สำหรับคนต่างด้าวในการเชื่อมต่อกับ e-Service ของไทย และส่งเสริมบริการสำหรับนิติบุคคลผ่าน Integrated Document Signing Platform หรือ IDSP เพื่อให้การตรวจสอบสิทธิ อำนาจ และการลงนามระหว่างองค์กรทำได้สะดวกและน่าเชื่อถือมากขึ้น
โดยข้อมูลของ ETDA ณ เดือนมิถุนายน 2569 พบว่า มีการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจบริการ Digital ID แล้ว 28 ใบอนุญาต และมี e-Service ภาครัฐเชื่อมต่อ Digital ID แล้ว 1,797 บริการ ครอบคลุมตั้งแต่การเสียภาษี การตรวจสอบสิทธิรักษาพยาบาล ไปจนถึงการย้ายทะเบียนบ้าน โดยมีบัญชีผู้ใช้งานสะสม 162.63 ล้านบัญชี
2.AI Governance จากการออกหลักการ สู่การนำไปใช้จริง
ETDA มองว่าเมื่อ AI เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันและการทำงานมากขึ้น โจทย์สำคัญคือการสร้างกติกาและแนวทางกำกับดูแลให้ก้าวทันกับการใช้งาน AI ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ที่ผ่านมา ETDA พัฒนาทั้งร่างกฎหมาย AI แนวปฏิบัติ งานวิจัย และเครื่องมือด้าน AI Governance รวมมากกว่า 12 เรื่อง พร้อมนำไปประยุกต์ใช้ใน 4 ภาคส่วน ได้แก่ การศึกษา กระบวนการยุติธรรม ภาครัฐ และภาคการเงิน ครอบคลุมมากกว่า 140 หน่วยงาน
นอกจากนี้ ยังขยายองค์ความรู้ด้านความเสี่ยงและธรรมาภิบาล AI ไปยังผู้ใช้งานมากกว่า 120,000 คน ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมขยายหลักสูตร AI Visionaries Program ไปแล้วกว่า 10 ประเทศ และสร้างเครือข่าย Certified Trainer สะสมไม่น้อยกว่า 89 คน เพื่อถ่ายทอดความรู้ต่อไปยังบุคลากรภาครัฐทั่วประเทศ
ในปี 2570 ETDA เตรียมยกระดับการขับเคลื่อน AI Governance จากการวางหลักการไปสู่การใช้งานจริง ผ่าน AI Governance Practice Center หรือ AIGPC ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางเชื่อมหน่วยงาน ผู้พัฒนา และผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ
โดยใช้ AI Governance Sandbox เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มการศึกษา เด็กและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงกระบวนการยุติธรรม ครอบคลุมประเด็นความเสี่ยง ความเป็นส่วนตัว ความโปร่งใส และความสอดคล้องกับกฎหมาย เพื่อนำไปต่อยอดเป็นแนวปฏิบัติ ข้อเสนอแนะ และมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสม
3.SMEs Growth จากพร้อมใช้ดิจิทัล สู่ใช้แล้วธุรกิจต้องโต
แม้ SMEs ไทยจะมีความพร้อมด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้น แต่การนำเทคโนโลยีมาใช้กับธุรกิจหลักยังเกิดขึ้นไม่เต็มศักยภาพ
ผลสำรวจ Digital Maturity Index หรือ DMI ปี 2568 พบว่า SMEs ไทยมีความพร้อมด้านดิจิทัลเฉลี่ย 2.45 จาก 4 คะแนน เพิ่มขึ้น 3.81% แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ Digital Follower คือใช้ดิจิทัลเพื่อการสื่อสารและขายสินค้า ขณะที่การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ และสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจยังเกิดขึ้นไม่เต็มศักยภาพ
ETDA จึงมีแนวทางนำโมเดล SMEs Growth มาใช้ผลักดัน SMEs โดยเริ่มจากนำผล DMI มาวิเคราะห์ Pain Point และ Gap ของผู้ประกอบการ ก่อนให้ความรู้และคำปรึกษา พร้อมเชื่อมต่อกับผู้เชี่ยวชาญ Technology Provider รวมถึงพันธมิตรด้านเงินทุนและมาตรการสนับสนุน เพื่อให้ SMEs สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีได้เหมาะกับปัญหาของธุรกิจ
ที่ผ่านมา ETDA ได้นำโมเดล SMEs Growth ไปดำเนินการใน 4 ภูมิภาค 16 จังหวัด ครอบคลุมกลุ่มธุรกิจการค้า บริการและการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการผลิต โดยเชื่อมผู้ประกอบการเข้ากับผู้เชี่ยวชาญ Technology Provider รวมถึงแหล่งเงินทุนและมาตรการสนับสนุนจากหน่วยงานพันธมิตร และเกิดการจับคู่ทดลองใช้เทคโนโลยีกว่า 108 คู่ และมี Technology Provider เข้าร่วม 138 ราย โดยมีการนำร่องกับธุรกิจร้านกาแฟและคาเฟ่ ร้านอาหาร การผลิต และโรงแรม ก่อนถอดบทเรียนมาพัฒนาเป็น SMEs Profile เพื่อใช้เป็นแผนที่ในการพัฒนาธุรกิจของ SMEs
ในปี 2570 ETDA จะขยายผล SMEs Profile และต่อยอดโมเดล SMEs Growth ร่วมกับพันธมิตรทั้งส่วนกลางและในพื้นที่ โดยเน้น 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ การค้าและค้าปลีก การผลิต และการท่องเที่ยว พร้อมติดตามผลความสำเร็จในเชิงรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ
4.กำกับแพลตฟอร์ม จากการขึ้นทะเบียน สู่การจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
เมื่อแพลตฟอร์มดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การกำกับดูแลจึงเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของ ETDA
ภายใต้กฎหมาย DPS ข้อมูลอ้างอิงเดือนสิงหาคม 2569 ETDA ได้นำบริการแพลตฟอร์มเข้าสู่ระบบและตรวจสอบข้อมูลการประกอบธุรกิจแล้ว 2,133 บริการ พร้อมกำหนดหน้าที่และแนวปฏิบัติตามระดับความเสี่ยงของแพลตฟอร์ม ครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ เช่น ค่าธรรมเนียม บริการ Ride Sharing การป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีบน Social Media และการจำหน่ายสินค้าที่ต้องมีมาตรฐาน
นอกจากนี้ ยังยกระดับศูนย์ร้องเรียนผ่านช่องทาง 1212 ของ ETDA เพื่อเป็นตัวกลางในการวิเคราะห์ปัญหาและเชื่อมเรื่องไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจโดยตรง ครอบคลุมตั้งแต่ E-Marketplace ความปลอดภัยของบริการ Ride Sharing การคุ้มครองและเยียวยาจาก Online Fraud ไปจนถึงข้อเสนอเรื่องค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและค่า GP
สำหรับปี 2570 ETDA จะเดินหน้าผ่าน 3 กลไกหลัก ได้แก่ การบังคับใช้กติกาที่มีอยู่ให้เกิดผลจริง โดยเฉพาะ E-Marketplace และการยกระดับมาตรฐานบริการ Ride Sharing, การป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทางผ่านมาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสำหรับผู้ให้บริการ Social Media ควบคู่กับ Content Moderation และการดำเนินงานต่อเนื่องด้านค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและค่า GP เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอหรือมาตรการเพิ่มเติม
อย่างไรก็ดี 4 แนวทางของ ETDA ในปี 2570 สะท้อนว่า การผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลไม่ได้จบแค่การทำให้คนและธุรกิจใช้เทคโนโลยีมากขึ้น แต่ต้องทำให้การใช้งานเหล่านั้นเกิดขึ้นบนระบบที่น่าเชื่อถือ ปลอดภัย และสามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง
เพราะเทคโนโลยีอาจทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลเดินเร็วขึ้น แต่ Digital Trust คือสิ่งที่ทำให้คนและธุรกิจกล้าเดินไปกับมัน