หลังจากที่ BDMS ได้เช่าพื้นที่กว่า 13 ไร่ บริเวณหัวมุมถนนสารสินและถนนหลังสวน (ตรงข้ามสวนลุมพินี) มาตั้งแต่ปี 2565 เพื่อพัฒนาเป็นเมกะโปรเจคที่มีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า BDMS Silver Wellness & Residence เพื่อเป็นศูนย์ Wellness Complex ขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยที่พักอาศัย, ศูนย์ดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และอื่นๆ ในรูปแบบการดูแลสุขภาพเชิงบูรณาการ
มาในวันนี้ (19 มิถุนายน 2569) หมอปุย หรือ แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ พร้อมนายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มบีดีเอ็มเอส Wellness และฐิติพร หนูคง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีดีเอ็มเอส ซิลเวอร์ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ได้มาประกาศถึงความชัดเจนของโครงการดังกล่าวที่จะเกิดขึ้น
โดยโครงการนี้มีชื่อเรียกใหม่ว่า WellEra ใช้งบลงทุนทั้งหมด 29,000 ล้านบาท พร้อมเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในปี 2573 ซึ่งประกอบด้วยมีพื้นที่โครงการรวม 2 แสนตารางเมตร ประกอบด้วย
1.Branded Residence โครงการที่อยู่อาศัยอาศัยในรูปแบบ Well-being จำนวน 45 ชั้น 262 ยูนิต ภายใต้แบรนด์ Capella Residences Bangkok at WellEra ด้วยการจับมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Capella Hotel Group ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจบริหารโรงแรมและรีสอร์ตระดับ Ultra-Luxury สัญชาติสิงคโปร์ ที่มีชื่อเสียงระดับโลกในด้านการมอบประสบการณ์การพักผ่อนแบบเฉพาะบุคคล
โดย Capella Residences Bangkok at WellEra ถือเป็นที่พักอาศัยโครงการแรกในประเทศไทยภายใต้แบรนด์ Capella ประกอบด้วยจำนวนที่พักอาศัย 262 ยูนิต รวม 45 ชั้น
2.Wellness Clinic คลินิกดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ที่อยู่ในรูปแบบ Preventive Healthcare Clinic จากแพทย์ในเครือกว่า 15,000 คน นักโภชนาการ เทรนเนอร์ นักกายภาพ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต แพทย์แผนไทย และข้อมูลสุขภาพจากการตรวจแล็บจำนวนมาก มาช่วยออกแบบการใช้ชีวิตแบบเฉพาะบุคคล
3.Urban Wellness Retreat พื้นที่พักผ่อนฟื้นฟูสุขภาพ จำนวน 20 ชั้น 168 ห้องพัก
4.Lifestyle Retail พื้นที่ร้านค้าและบริการสำหรับการใช้ชีวิต พบปะ และสร้างคอมมูนิตี้
สำหรับการเปิดตัวโครงการ WellEra ถือเป็นหนึ่งขาธุรกิจที่สามารถสร้างพลังให้ BDMS ในกลุ่ม Wellness ที่สามารถต่อยอดองค์ความรู้ทางการแพทย์ของ BDMS ไปสู่การสร้างระบบนิเวศสุขภาพที่ทำให้ผู้คนไม่ป่วย และมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพมากขึ้น

โดยนายแพทย์ตนุพลให้ข้อมูลว่าตลาด Wellness มีทิศทางดังนี้
1.ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด หรือ Super-Aged Society ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
คาดว่าในปี 2576 คนไทยที่มีอายุเกิน 60 ปี จะมีสัดส่วนมากกว่า 28% ของประชากรทั้งหมด นอกจากนี้ประเทศในเอเชียหลายประเทศก็จะเข้าสู่สังคมสูงวัยไปพร้อมกัน ทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย และจีน เป็นต้น
อีกทั้งประเทศไทยยังเผชิญปัญหาประชากรเกิดน้อยลง โดยปีที่ผ่านมาเป็นปีที่จำนวนเด็กเกิดต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ยิ่งทำให้การดูแลให้ประชากรที่มีอยู่ “แข็งแรงนานที่สุด” กลายเป็นโจทย์สำคัญของประเทศ
ซึ่งถ้าประเทศไทยไม่ให้ความสำคัญกับWellness ประเทศอาจกลายเป็นสังคมที่มีผู้สูงอายุจำนวนมาก แต่ต้องเผชิญกับภาระจากความเจ็บป่วยในระยะยาว ตรงกันข้าม หากสามารถเปลี่ยนสังคมผู้สูงอายุให้เป็น Healthy Aging Society หรือสังคมผู้สูงอายุที่แข็งแรงได้ ประสบการณ์ ความรู้ และความสามารถของผู้สูงอายุ จะยังสามารถสร้างคุณค่าและองค์ความรู้มหาศาลให้กับประเทศได้
2.โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพใหญ่ของโลก
โดยปีที่ผ่านมาโรคกลุ่มนี้คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกไป 43 ล้านคน ส่วนในประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจาก NCDs 429,600 คน หรือเฉลี่ยประมาณ 49 คนต่อชั่วโมง
โดยโรคกลุ่มนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการกิน การนอน ความเครียด การไม่ออกกำลังกาย หรือการใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อสุขภาพ แต่สามารถป้องกันและลดความเสี่ยงได้ผ่านการเปลี่ยนวิถีชีวิต หรือ Lifestyle Medicine ซึ่งเป็นแกนสำคัญของแนวคิดWellness
3.ช่องว่างระหว่าง Life Span และ Health Span ของผู้คนทั่วโลก
อายุขัยเฉลี่ยของประชากรโลกอยู่ที่ประมาณ 71.4 ปี แต่ Health Span หรือช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีอยู่ที่ประมาณ 61.9 ปี ส่วนประเทศไทยมี Life Span เฉลี่ยอยู่ที่ 75.3 ปี และ Health Span อยู่ที่ 65.8 ปี
การมี Health Span ที่สั้นกว่า Life Span ทำให้เห็นว่าคนไทยและคนทั่วโลกอาจต้องใช้ชีวิตราว 10 ปีไปกับความเจ็บป่วย หรือภาวะที่คุณภาพชีวิตลดลง ซึ่ง Wellness จะสามารถเข้ามาเปลี่ยน Life Span และ Health Span ขยับเข้าใกล้กันมากยิ่งขึ้น
4.ขนาดของธุรกิจ Wellness ทั่วโลกที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
ในปี 2567 ธุรกิจ Wellness โลกมีมูลค่าประมาณ 6.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 223 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตเป็น 9.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 322 ล้านล้านบาท ในปี 2572 หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 7.6% ในช่วงระหว่างปี 2567-2572
หนึ่งในกลุ่มที่เติบโตโดดเด่นที่สุดคือ Wellness Real Estate หรืออสังหาริมทรัพย์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 15.2%
สำหรับประเทศไทย ธุรกิจWellnessมีมูลค่าประมาณ 42,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.4 ล้านล้านบาท อยู่อันดับ 24 ของโลก และอันดับ 9 ในเอเชียแปซิฟิก และ Wellness Real Estate มีการเติบโตมากถึง 22.9%
แต่เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ Wellness โลกแล้ว ไทยยังมีสัดส่วนเพียง 0.63% เท่านั้น ทำให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก หากสามารถยกระดับประเทศให้เป็นจุดหมายปลายทางด้าน Wellness ของโลกได้จริง
5.การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ Wellness Tourism เครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย
ในปีที่ผ่านมา ธุรกิจWellness ของไทยเติบโต 10.1% สูงเป็นอันดับ 7 ของโลก โดย Wellness Tourism เติบโตถึง 36.4% สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากอินเดียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
6.จุดแข็งของประเทศไทยที่ทำให้ชาวต่างชาติอยากเดินทางมาไทย
ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยว อาหารไทยที่มีความหลากหลายและอุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ความเป็น Hospitality ของคนไทย แพทย์แผนไทย นวดไทย ลูกประคบ สมุนไพรไทย รวมถึงความแข็งแกร่งด้านการแพทย์ และ Wellness
อย่างไรก็ดีการเปิดเผยโครงการ WellEra ในครั้งนี้ถือจุดเริ่มต้นของเป้าหมายธุรกิจ Wellness ของกลุ่ม BDMS ในภาพที่ใหญ่ขึ้น จากเดิมที่ธุรกิจนี้ได้เริ่มต้นจาก RoyalLife Wellness ภายในโรงพยาบาล ก่อนที่จะต่อยอดสู่ BDMS Wellness Clinic และ WellEra ในที่สุด
Talk About Market FYI
WellEra ตั้งอยู่บนพื้นที่ พื้นที่ 13 ไร่ 60.18 ตารางวา ที่เช่าจากสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นสำนักงานพระคลังข้างที่) โดยค่าเช่าที่ดินระยะยาว มูลค่า 9,145 ล้านบาท ผ่านสัญญาเช่า 30 ปี และต่อสัญญาเช่าเพิ่มเติมได้อีก 30 ปี