ถ้าพูดถึงร้านรับซื้อของเก่า ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงอาจเป็นร้านในชุมชน มีเศษเหล็ก ขวดพลาสติก กระดาษลัง หรือของใช้เก่ากองอยู่เป็นหมวดหมู่ เพื่อรอการซื้อขายตามราคาวัสดุในแต่ละวัน
แต่ในวันที่ภาคธุรกิจเริ่มพูดถึง ESG, Circular Economy และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามากขึ้น ร้านรับซื้อของเก่าอาจไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจบ้าน ๆ แบบที่หลายคนคุ้นเคยอีกต่อไป
เพราะในอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจนี้คือ “ด่านแรก” ของการดึงขยะและเศษวัสดุกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีกครั้ง ก่อนถูกส่งต่อไปยังร้านรับซื้อรายใหญ่ โรงงานรีไซเคิล และภาคอุตสาหกรรมที่นำวัสดุเหล่านี้กลับไปใช้เป็นวัตถุดิบใหม่ และทำให้ร้านรับซื้อของเก่าได้กลายเป็นนหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของ Circular Economy ไทยมากกว่าที่หลายคนคิด
เนื่องจากหัวใจของ Circular Economy คือการทำให้ทรัพยากรถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด ไม่ใช่ผลิต ใช้ แล้วทิ้ง แต่ต้องพยายามดึงวัสดุกลับมาใช้ใหม่ให้ได้นานที่สุดในระบบเศรษฐกิจ
ธุรกิจรับซื้อของเก่าจึงมีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยน “ของเหลือ” ให้กลายเป็น “วัตถุดิบรอบใหม่”
วัสดุที่ถูกซื้อขายในตลาดหลักมีหลายกลุ่ม ตั้งแต่โลหะ กระดาษ พลาสติก ขวดแก้ว เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงวัสดุเฉพาะทาง เช่น แบตเตอรี่ น้ำมันพืชใช้แล้ว และของเสียบางประเภทที่ต้องจัดการตามมาตรฐานเฉพาะ
จากรายงานของ LH Business Research Analysic พบว่ากลุ่มโลหะเป็นหมวดที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและปริมาณการซื้อขายสูงสุด คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40-50% ของปริมาณรวมของวัสดุรีไซเคิลที่หมุนเวียนในระบบ โดยเฉพาะเศษเหล็ก ทองแดง อะลูมิเนียม และทองเหลือง ซึ่งถูกนำกลับไปใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า
ส่วนกลุ่มกระดาษมีสัดส่วนประมาณ 20-30% ของปริมาณรวม โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการเยื่อกระดาษรีไซเคิล เพื่อนำไปผลิตบรรจุภัณฑ์และกล่องสำหรับอีคอมเมิร์ซ ขณะที่พลาสติกและขวดแก้วมีสัดส่วนราว 10-15% ต่อกลุ่ม
ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจรับซื้อของเก่าไม่ได้จบแค่การซื้อขายของเหลือในชุมชน แต่เชื่อมต่อกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ต้องการวัตถุดิบรีไซเคิลมากขึ้นเรื่อย ๆ
แต่ความท้าทายของธุรกิจรับซื้อของเก่า และ Circular Economy คือการเพิ่มขึ้นขยะที่หลากหลาย แต่ยังมีการนำกลับมาใช้น้อยกว่าขยะที่เกิดขึ้น
อ้างอิงจากรายงานของกรมควบคุมมลพิษใน ปี 2567 พบว่า ประเทศไทยมีปริมาณขยะมูลฝอยชุมชนประมาณ 27.20 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.93% จากปี 2566 หรือคิดเป็นปริมาณขยะเฉลี่ยประมาณ 1.15 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน
และแม้ปริมาณขยะที่ถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เช่น ปี 2567 เพิ่มขึ้น 12.89% แต่ในภาพรวม สัดส่วนขยะที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์หรือเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลยังอยู่เพียงหนึ่งในสามของปริมาณขยะทั้งหมด ขณะที่ส่วนที่เหลือยังถูกกำจัดด้วยการฝังกลบ เผา หรือจัดการอย่างไม่เหมาะสม
นี่คือช่องว่างสำคัญของระบบจัดการขยะไทย
เพราะถ้าขยะจำนวนมากยังไม่ถูกคัดแยกตั้งแต่ต้นทาง หรือไม่สามารถเข้าสู่ระบบรับซื้อและรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขยะเหล่านั้นก็จะกลายเป็นภาระด้านสิ่งแวดล้อมต่อไป ทั้งเรื่องพื้นที่ฝังกลบ มลพิษ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ในทางกลับกัน ถ้าระบบรับซื้อ คัดแยก และส่งต่อวัสดุรีไซเคิลทำงานได้ดีขึ้น ขยะจำนวนหนึ่งก็จะถูกเปลี่ยนกลับมาเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าอีกครั้ง
นอกจากนี้สิ่งที่น่าสนใจคือ ธุรกิจรับซื้อของเก่าไม่ได้มีความสำคัญแค่ในเชิงสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นตลาดที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูง
อ้างอิงข้อมูลจาก LH Business Research Analysic พบว่า ในปี 2567 รายได้รวมของธุรกิจรับซื้อของเก่า ที่ขายส่งไปยังผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องเพื่อนำเศษวัสดุกลับมาใช้ใหม่ อยู่ที่ 223,000 ล้านบาท เติบโต 9.96% จากปี 2566 ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 203,000 ล้านบาท
ซึ่งอัตราการเติบโตนี้มาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น ปริมาณเศษวัสดุที่หมุนเวียนเข้าสู่ระบบรีไซเคิลมากขึ้น รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนและความตื่นตัวด้าน ESG ของภาคเอกชน ที่ทำให้ผู้ประกอบการปลายน้ำ ทั้งภาคอุตสาหกรรมและค้าปลีก ต้องการใช้วัตถุดิบรีไซเคิลเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดีสำหรับธุรกิจรับซื้อของเก่า และ Circular Economy จะเกิดขึ้นจริง ต้องมีระบบหลังบ้านที่แข็งแรง ตั้งแต่การแยกขยะในครัวเรือน การรวบรวมจากชุมชน การรับซื้อ การคัดแยก การขนส่ง การแปรรูป ไปจนถึงการนำกลับไปใช้เป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม
ร้านรับซื้อของเก่าจึงเป็นฟันเฟืองที่อยู่ระหว่าง “ขยะ” กับ “วัตถุดิบใหม่”
ถ้าฟันเฟืองนี้ทำงานได้ดี ขยะจำนวนมากก็มีโอกาสกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่ถ้าฟันเฟืองนี้ยังไม่มีมาตรฐานเพียงพอ หรือยังอยู่นอกระบบจำนวนมาก Circular Economy ก็อาจเป็นเพียงแนวคิดที่ไปไม่สุด
เพราะ ความยั่งยืนไม่ได้อยู่แค่การลดการใช้พลาสติก หรือการรณรงค์ให้คนแยกขยะเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่าหลังจากขยะถูกแยกแล้ว มีระบบใดรองรับ มีใครรับซื้อ มีใครคัดแยก และมีอุตสาหกรรมใดนำมันกลับไปใช้ต่อได้จริง
ร้านรับซื้อของเก่าจึงอาจไม่ใช่แค่ธุรกิจบ้าน ๆ ในชุมชนอีกต่อไป
แต่เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียนไทย ที่ทำให้คำว่า “ขยะ” มีโอกาสถูกแปลความหมายใหม่ จากของที่ต้องกำจัด เป็นทรัพยากรที่ยังมีมูลค่าในระบบเศรษฐกิจ