rawit 80/20

ในวันที่โซเชียลมีเดียทำให้เราเห็นคนเก่งกว่า สำเร็จกว่า แข็งแรงกว่า หรือดูใช้ชีวิตได้ดีกว่าเราอยู่เสมอ ชีวิตของคนยุคนี้จึงเหมือนถูกกดดันให้ต้องดีขึ้นในทุกมิติ

 

ต้องทำงานเก่ง ต้องนอนพอ ต้องสุขภาพดี ต้องลงทุนเป็น ต้องตามเทรนด์ให้ทัน ต้องมีชีวิตที่ดูสมดุล และต้องไม่ตกขบวนจากการเปลี่ยนแปลงของโลก

 

รวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด กล่าวในงาน WTF Festival 2026 ว่า ความรู้สึกนี้ทำให้คนจำนวนมากใช้ชีวิตอยู่กับความรู้สึก “ยังไม่ปลอดภัย” ไม่ใช่แค่คนรุ่นใหม่ แต่รวมถึงคนอายุ 60-70 ปี ที่ยังรู้สึกไม่ปลอดภัยจากความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา

 

ปัญหาคือ เมื่อโลกเรียกร้องจากเรามากขึ้น คนจำนวนมากจึงพยายามทำทุกอย่างพร้อมกัน ทั้งงาน สุขภาพ การเงิน ความสัมพันธ์ และการพัฒนาตัวเอง แต่สุดท้ายกลับไม่ได้ให้เวลากับสิ่งที่สำคัญที่สุดจริง ๆ

 

รวิศจึงชวนกลับมามองชีวิตผ่านคำถามพื้นฐานว่า เรามีเวลามากพอที่จะเป็นทุกอย่าง ทำทุกเรื่อง และเก่งทุกด้านจริงหรือไม่

 

เพราะหากมองชีวิตเป็นจำนวนสัปดาห์ คนเรามีเวลาเฉลี่ยราว 4,000 สัปดาห์เท่านั้น ตัวเลขนี้ทำให้เห็นชัดว่า ชีวิตไม่ได้ยาวพอให้เราใช้เวลาไปกับทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาโดยไม่เลือก

 

นี่คือจุดที่ “กฎ 80:20” กลายเป็นหลักคิดสำคัญในการใช้ชีวิต และธุรกิจ

 

กฎ 80:20 คือแนวคิดที่ว่า ผลลัพธ์ส่วนใหญ่มักเกิดจากสิ่งสำคัญเพียงส่วนน้อย เช่น ลูกค้า 20% อาจสร้างกำไร 80% สินค้า 20% อาจสร้างยอดขายส่วนใหญ่ หรือในชีวิตการทำงาน งานเพียง 20% อาจเป็นตัวสร้างผลลัพธ์หลักของทั้งวัน

 

แต่ในความเป็นจริง คนจำนวนมากกลับใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับงานที่ไม่สำคัญมากนัก ทำงานหลายอย่างพร้อมกัน ตอบข้อความ เปิดอีเมล ประชุม ทำงานจุกจิก จนดูเหมือนยุ่งตลอดเวลา แต่เมื่อถามว่า “วันนี้งานสำคัญที่สุดคืออะไร” หลายคนกลับตอบไม่ได้

 

เพราะการยุ่งไม่ได้แปลว่ามีประสิทธิภาพ และการทำหลายอย่างไม่ได้แปลว่าจะได้ผลลัพธ์มากกว่าเสมอไป เพราะหากงานสำคัญไม่ได้ถูกทำ งานที่เหลือก็อาจเป็นเพียงความวุ่นวายที่ไม่ได้พาเราไปสู่เป้าหมายหลัก

 

เขายกตัวอย่างว่า หากมีงานทั้งหมด 20 อย่าง แต่มีเพียง 4 อย่างที่สำคัญที่สุด และเป็นตัวสร้างผลลัพธ์หลัก การทำ 4 อย่างนั้นให้สำเร็จอาจสร้างผลลัพธ์ได้มากกว่าการพยายามทำทุกอย่างแบบกระจัดกระจาย

 

ดังนั้น การใช้กฎ 80:20 จึงเริ่มจากการถามตัวเองทุกเช้าว่า วันนี้มีเรื่องสำคัญที่สุดอะไรบ้างที่ต้องทำให้สำเร็จ อาจไม่ต้องมาก แค่ 3-5 เรื่อง แต่ต้องเป็นเรื่องที่หากทำสำเร็จแล้ว จะสร้างผลลัพธ์หลักให้กับวันนั้น

และอีกเรื่องที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือ การเข้าใจจังหวะการทำงานของสมอง เพราะสมองของคนเรามีช่วงเวลาที่คมและมีพลังมากที่สุดในช่วง 5 ชั่วโมงหลังตื่นนอน ช่วงเช้าจึงควรถูกใช้กับงานสำคัญ งานคิด งานตัดสินใจ หรือเรื่องที่ต้องใช้สมาธิสูง

 

หากตื่นนอนแล้วสิ่งแรกที่ทำคือหยิบมือถือ เปิดแชต อ่านอีเมล หรือไถโซเชียล เท่ากับว่ากำลังปล่อยให้สิ่งรอบตัวเข้ามากำหนดทิศทางของวัน ก่อนที่จะได้เลือกเองว่าวันนี้ควรโฟกัสกับอะไร

 

รวิศจึงเสนอว่า หนึ่งชั่วโมงแรกหลังตื่นนอน และหนึ่งชั่วโมงก่อนนอน ควรเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีมือถือ เพื่อให้สมองได้กลับมาอยู่กับตัวเอง และไม่ถูกดึงด้วยข้อมูลจำนวนมากตั้งแต่ต้นวัน

 

เพราะเขามองว่า มือถือควรเป็น “เครื่องมือ” ไม่ใช่สิ่งที่หยิบขึ้นมาเพื่อแก้เบื่อ เพราะเมื่อมือถือกลายเป็นสิ่งที่เราหยิบโดยอัตโนมัติ แม้แต่ช่วงเวลาสั้น ๆ เช่น ตอนติดไฟแดง นั่นสะท้อนว่าเรากำลังเสียความสามารถในการอยู่กับความว่าง และเสียโฟกัสไปทีละน้อย

 

รวมถึงการตอบอีเมลและแชตว่า ไม่ควรถูกตอบแบบทันทีตลอดเวลา เพราะทุกครั้งที่เราสลับจากงานสำคัญไปตอบข้อความ สมองต้องเปลี่ยนโหมด และทำให้สมาธิถูกตัดขาด

 

วิธีที่ดีกว่าคือการจัดช่วงเวลาตอบอีเมลหรือแชตเป็นรอบ ๆ เช่น ตอบอีเมลในเวลาที่กำหนด แทนที่จะเปิดดูทั้งวัน ส่วนเรื่องเร่งด่วนจริง ๆ ยังมีวิธีสื่อสารอื่น เช่น โทรศัพท์ ซึ่งเป็นสัญญาณว่ามีเรื่องสำคัญจริง

 

รวิศยังยกตัวอย่างแนวทางของ Warren Buffett ว่า สิ่งที่ทำให้เขาเป็นนักลงทุนที่ดี ไม่ใช่การวิ่งตามทุกกระแส แต่คือการใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่าน ทำความเข้าใจข้อมูล และคุยกับคนที่เกี่ยวข้อง เพราะการลงทุนที่อันตรายที่สุดคือการลงทุนในสิ่งที่เราไม่เข้าใจจริง

 

ประเด็นนี้สะท้อนกลับมาที่ชีวิตและงานเช่นกันว่า ถ้าเราอยากเก่งในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจริง ๆ เราต้องให้เวลากับเรื่องนั้นมากพอ ไม่ใช่แค่ทำตามกระแส หรือทำเพราะเห็นคนอื่นทำ

 

ในโลกที่มีข้อมูลและเครื่องมือมากขึ้นเรื่อย ๆ รวิศมองว่า ไม่มีใครสามารถเรียนรู้ทุกเรื่อง ใช้ทุกเครื่องมือ หรือไล่ตามทุกเทรนด์ได้ทันทั้งหมด คนที่จะชนะจึงไม่ใช่คนที่เปิดหลายหน้าจอพร้อมกัน หรือรู้ผิวเผินหลายเรื่อง แต่คือคนที่สามารถลงลึกกับบางเรื่องได้มากที่สุด

 

นอกจากการจัดลำดับงานและเวลา รวิศยังพูดถึงการฝึกทำ “ของยาก” อย่างน้อยวันละหนึ่งอย่าง

ของยากในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่ แต่คือสิ่งที่ดีต่อตัวเอง แม้เราไม่อยากทำ เช่น การออกกำลังกาย การฝึกวินัย หรือการทำบางอย่างที่ต้องฝืนใจในทางที่ดี เพราะการทำสิ่งเหล่านี้ซ้ำ ๆ จะค่อย ๆ ฝึกจิตใจให้แข็งแรงขึ้น

 

เช่น การทำสิ่งที่ไม่ชอบในตอนแรก แต่เมื่อทำต่อเนื่อง จะกลายเป็นการฝึกให้ตัวเองอยู่กับความไม่สบายเล็ก ๆ ได้ดีขึ้น และเมื่อเจอโจทย์ที่ยากกว่าในชีวิตจริง ใจก็จะไม่ถอยง่ายเหมือนเดิม

 

อีกประเด็นที่รวิศให้ความสำคัญคือ “คนของเรา”

เขามองว่าในชีวิตจริงมีคนไม่กี่คนเท่านั้นที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน คนใกล้ตัว หรือทีมงานในบริษัท แต่คนส่วนใหญ่มักใช้เวลากับสิ่งที่ไม่ได้สำคัญจริง เช่น โซเชียลมีเดีย หรือเสียงจากคนที่ไม่ได้มีผลต่อชีวิตเราในระยะยาว

 

สำหรับคนทำธุรกิจ พนักงานและทีมงานคือคนสำคัญที่ต้องได้รับการใส่ใจ ไม่ใช่เพียงจ้างงาน จ่ายเงินเดือน แล้วจบ แต่ต้องทำให้คนในทีมรู้สึกว่าเขาได้รับความสำคัญและได้รับการดูแล เพราะเมื่อคนรู้สึกว่าองค์กรใส่ใจ เขาก็มีแนวโน้มที่จะให้ใจกับองค์กรมากขึ้น

 

เขายังเปรียบการทำสิ่งดี ๆ ต่อคนอื่นเหมือนการ “ปลูกต้นไม้” ในแต่ละวัน เราอาจไม่เห็นผลทันที บางต้นอาจไม่โต แต่บางต้นอาจเติบโตและกลายเป็นร่มเงาให้กับเราในวันที่จำเป็น

 

ส่วนเรื่องธุรกิจ อย่างเลือกมองแค่เป้าหมายระยะสั้น แต่ควรให้ความสำคัญกับแผนระยะยาว โดยเฉพาะในโลกธุรกิจที่หลายครั้งถูกกดดันด้วยตัวเลขรายไตรมาส ยอดขาย หรือผลลัพธ์ระยะสั้นหากมัวแต่มองผลลัพธ์สั้น ๆ มากเกินไป อาจทำให้เราลืมลงทุนกับเรื่องสำคัญระยะยาว ทั้งการสร้างคน การสร้างแบรนด์ การพัฒนาความสามารถ และการวางรากฐานของธุรกิจ

 

สิ่งเหล่านี้อาจไม่เห็นผลทันที แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ธุรกิจและชีวิตไปต่อได้อย่างมั่นคงกว่า

 

และสุดท้ายสิ่งที่สำคัญคือ ต้องโฟกัสในสิ่งที่ทำ เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูล โอกาส เครื่องมือ และสิ่งรบกวน ความสามารถในการโฟกัสอาจเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของคนยุคนี้

 

หลายธุรกิจเริ่มต้นจากการเป็นธุรกิจที่ดี แต่ค่อย ๆ แย่ลงเมื่อเจ้าของเริ่มเสียโฟกัส อยากทำหลายอย่างพร้อมกัน อยากลองหลายทาง จนลืมว่าอะไรคือแกนหลักที่ทำให้ธุรกิจแข็งแรงตั้งแต่แรก

 

กฎ 80:20 ของจึงไม่ใช่แค่หลักคิดเรื่องการทำงานให้มีประสิทธิภาพ แต่เป็นวิธีมองชีวิตทั้งระบบ ตั้งแต่เวลา สมอง สุขภาพ งาน ความสัมพันธ์ ไปจนถึงธุรกิจ

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเราทำได้กี่อย่างในหนึ่งวัน แต่คือเราได้ทำสิ่งที่สำคัญที่สุดแล้วหรือยัง

เพราะชีวิตมีเวลาไม่มากพอให้ทำทุกอย่าง แต่มีเวลามากพอสำหรับสิ่งที่เราเลือกแล้วว่าสำคัญจริง ๆ

About The Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *