หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทยมอบใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา หรือ Virtual Bank ให้กับ CLICX เป็นรายแรก เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา
ซึ่ง Virtual Bank ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มผู้เล่นรายใหม่ในธุรกิจการเงิน แต่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของระบบธนาคารไทยไปสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ผู้บริโภคคุ้นเคยกับการใช้บริการทางการเงินผ่านมือถือ การเปิดบัญชีออนไลน์ และการทำธุรกรรมโดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสาขา
และในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ถือเป็นครั้งแรกที่ สุพร สุนทรโรหิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) เปิดตัวให้ข้อมูลถึงแนวทางของ CLICX ในตลาด Virtual Bank ในประเทศไทยก่อนที่จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ที่จะถึงนี้
โดยภายใต้การบริหารของสุพรได้วางแนวทางของ CLICX ในช่วงเวลาเริ่มต้นธนาคารพาณิชย์ไร้สาขากำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ไว้ 3 ประการ บนวิสัยทัศน์ ‘Bank in One CLICX’ ได้แก่
1.วางตัวเองเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินรูปแบบใหม่ให้กับประเทศไทยที่ให้คนไทยเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินง่ายขึ้น
ธนาคาร CLICX ต้องการเข้ามาอุดช่องว่างทางการเงินในประเทศไทย เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยยังมีประชากรมากกว่า 63% ที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงินอย่างเต็มรูปแบบ และยังมีมากกว่า 80% ที่มีเงินสำรองฉุกเฉินในการดำรงชีพได้ไม่เกิน 6 เดือน หากเกิดเหตุไม่คาดคิดหรือรายได้หยุดชะงัก
ช่องว่างเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การเข้าถึงบริการทางการเงินของคนจำนวนไม่น้อยยังถูกจำกัดอยู่เฉพาะบางวัตถุประสงค์ เช่น การกู้เพื่อใช้จ่าย การทำธุรกรรมพื้นฐาน หรือการออมรายย่อย แต่ยังไม่สามารถตอบโจทย์การบริหารชีวิตทางการเงินได้อย่างครบถ้วน
ทำให้ธนาคาร CLICX วางตัวเองในฐานะ Virtual Bank ที่ต้องการเข้ามาขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยมุ่งให้บริการกลุ่มลูกค้าที่อาจยังไม่ได้รับการดูแลจากสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม ทั้งในด้านความสะดวกในการเปิดบัญชี การใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล และการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากขึ้น
สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลักของ CLICX แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่ม Salary Earners / Students เช่น พนักงานรุ่นใหม่ นักศึกษา และคนทำงานทั่วไป
กลุ่ม Daily Wagers & Freelancers เช่น พนักงานที่ไม่มีรายได้ประจำ แรงงานรายวัน พนักงานโรงงาน ไรเดอร์ แท็กซี่ และฟรีแลนซ์
กลุ่ม Business Owners เช่น เจ้าของร้านอาหาร แม่ค้าแผงลอย แม่ค้าออนไลน์ และผู้ประกอบการรายย่อย
2.เริ่มต้นด้วยบัญชีเงินฝาก
ธนาคาร CLICX ได้เลือกบัญชีเงินฝากเป็นบริการแรกที่จะเปิดให้บริการ ก่อนที่จะทยอยเปิดให้บริการอื่น ๆ ในอนาคต เพื่อสร้างความพร้อมในการให้บริการ เนื่องจากธุรกิจธนาคาร หากระบบเกิดปัญหาหรือควบคุมความเสี่ยงไม่ดี ผลกระทบจะไม่ได้อยู่แค่กับตัวธุรกิจ แต่ยังอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของระบบการเงินโดยรวม
โดยธนาคาร CLICX ได้วางกลวิธีเข้าถึงลูกค้าเงินฝาก ด้วยการนำลูกเล่นของเลขบัญชีมาเป็นจุดสร้างความสนใจ ด้วยการเปิดให้ลูกค้าสามารถเลือกเลขบัญชีเงินฝาก 7 หลัก หรือ 4 เลขหลักท้ายได้ตามที่ต้องการ เช่น เลขตามเบอร์มือถือ เลขสวย เบอร์ตอง รวมถึงนำ Muketing มาสื่อสาร เช่น เลขบัญชีมงคลตามความเชื่อ เลขเสริมการเงิน การงาน ความรัก เลขมังกร เป็นต้น
ซึ่งกลวิธีในการเปิดให้เลือกเลขบัญชีและการสื่อสารผ่าน Muketing ของธนาคาร CLICX Talk About Market มองว่าเป็นการล้อกับพฤติกรรมของลูกค้าเครือข่ายมือถือที่ลูกค้าบางกลุ่มนิยมเลือกเบอร์ตามความชอบ และตามสายมูที่ส่งเสริมชีวิตในด้านต่าง ๆ
นอกจากนี้ ภายใต้บัญชีเงินฝากยังนำธุรกิจหลักของพาร์ทเนอร์มาผสมผสานมอบผลตอบแทนให้กับลูกค้าในการฝากเงิน นอกเหนือจากดอกเบี้ย เช่น ฝากเงินแล้วได้เน็ตฟรี หรือแลกกาแฟฟรี เป็นต้น
ซึ่ง Talk About Market มองว่าการเปิดบริการเงินฝากเป็นบริการแรก เป็นแนวทางที่ทำให้ธนาคาร CLICX มีฐานดาต้าเบสลูกค้าจากบัญชีเงินฝาก เพื่อนำมาต่อยอดพัฒนาเป็นบริการอื่น ๆ รวมถึงการนำดาต้าเบสของลูกค้าเงินฝากมาเป็นหนึ่งในการวิเคราะห์สินเชื่อร่วมกับดาต้าเบสอื่น ๆ เพื่อให้การอนุมัติสินเชื่อมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
อีกทั้งการเปิดรับบัญชีเงินฝากก่อนยังทำให้ธนาคาร CLICX มีเม็ดเงินอยู่ในระบบ ซึ่งส่วนหนึ่งสามารถนำไปใช้ในการปล่อยสินเชื่อได้ด้วยเช่นกัน
3.ผสานพลังพาร์ทเนอร์นำดาต้าเบสหลังบ้านวิเคราะห์ลูกค้า
สำหรับการให้บริการสินเชื่อ ซึ่งถือเป็นรายได้หลักของธุรกิจ CLICX ได้ใช้วิธีเจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้ากลุ่มเปราะบางเป็นหลัก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงินจากธนาคารพาณิชย์ทั่วไป
ซึ่งการอนุมัติสินเชื่อของ CLICX เป็นการนำเอาดาต้าเบสของ 3 พาร์ทเนอร์ผู้ก่อตั้ง ได้แก่ เอไอเอส ธนาคารกรุงไทย และโออาร์ ที่มีดาต้าเบสร่วมกันกว่า 50 ล้านราย และเป็นดาต้าเบสที่มีความแข็งแกร่งที่แตกต่างกัน
โดยธนาคารกรุงไทยมีความเชี่ยวชาญโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและดิจิทัลขนาดใหญ่
เอไอเอสแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยีและเข้าใจพฤติกรรมดิจิทัล
โออาร์มีเครือข่ายที่ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น สถานีบริการ PTT Station และคาเฟ่ อเมซอน
ซึ่งการมีจุดแข็งของดาต้าเบสที่แตกต่างกัน ทำให้ CLICX สามารถนำดาต้าเบสของลูกค้ามาเชื่อมโยงกันในมิติต่าง ๆ เพื่อหาความเป็นไปได้ในการชำระหนี้ของลูกค้า และอนุมัติสินเชื่อในแต่ละราย
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของ CLICX และ Virtual Bank ไทยไม่ได้อยู่ที่การเปิดตัวเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การพิสูจน์ในระยะยาวว่าโมเดลธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาจะสามารถสร้างกำไร ดูแลลูกค้า ควบคุมความเสี่ยง และขยายบริการทางการเงินไปยังกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงได้จริงหรือไม่
เพราะที่ผ่านมา Virtual Bank ในหลายประเทศไม่ได้ประสบความสำเร็จทั้งหมด บางรายใช้เวลาหลายปีกว่าจะทำกำไรได้ และบางรายยังต้องเผชิญกับต้นทุนด้านเทคโนโลยี การตลาด และการกำกับดูแลที่สูงกว่าที่คาดไว้
ดังนั้น การเป็นรายแรกหรือหนึ่งในผู้เล่นกลุ่มแรกของตลาด อาจทำให้ CLICX ได้เปรียบในแง่การรับรู้และโอกาสในการสร้างฐานลูกค้า แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ต้องแบกรับความคาดหวังสูง ทั้งจากผู้บริโภค หน่วยงานกำกับดูแล และตลาดการเงินโดยรวม
ท้ายที่สุด Virtual Bank จะไม่ใช่แค่การแข่งขันว่าใครมีแอปที่ใช้ง่ายกว่า หรือใครให้ดอกเบี้ยดีกว่า แต่จะเป็นการแข่งขันเรื่อง “ความเชื่อมั่น” และ “ความสามารถในการสร้างคุณค่าทางการเงินใหม่” ให้กับลูกค้ากลุ่มที่ธนาคารแบบเดิมยังเข้าไปไม่ถึง
Talk About Market FYI
สุพร สุนทรโรหิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนแรกของธนาคารคลิกซ์ จำกัด เธอคือหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจธนาคารดิจิทัล
ก่อนเข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารคลิกซ์ เธอเคยดำรงตำแหน่ง Chief Business Innovation Officer บริษัท อินฟินิธัส บาย กรุงไทย จำกัด ผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน Krungthai NEXT, เป๋าตัง, ถุงเงิน และอื่น ๆ ให้กับธนาคารกรุงไทย