หากพูดถึง Play-Doh หลายคนคงรู้จักกันดีในฐานะแบรนด์แป้งโดว์ปั้นที่สร้างทั้งความสนุก ทักษะ และจินตนาการให้กับเด็ก ๆ ทั่วโลก
แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าจุดเริ่มต้นของมันไม่ได้เกิดมาเพื่อความสนุกเลยแม้แต่น้อย เพราะเดิมทีสินค้าชนิดนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็น “ตัวทำความสะอาดวอลเปเปอร์” สำหรับเช็ดคราบเขม่าถ่านหินบนผนังบ้าน
ย้อนกลับไปในช่วงปี 1930 ในยุคที่บ้านจำนวนมากในสหรัฐอเมริกายังใช้ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานทำความร้อน จนเกิดเป็นคราบเขม่าดำบนผนังติดวอลเปเปอร์ และกลายเป็นปัญหาของเจ้าของบ้านในเวลานั้น
ประกอบกับเทคโนโลยีวอลเปเปอร์ในยุคนั้นยังมีความบอบบางจากวัสดุและกระบวนการผลิตที่ยังไม่ก้าวหน้าเหมือนในปัจจุบัน ทำให้การใช้น้ำยาหรือสารทำความสะอาดที่มีฤทธิ์แรงอาจสร้างความเสียหายให้กับวอลเปเปอร์ที่ติดผนังได้
จาก Pain Point ดังกล่าว จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Noah McVicker จากบริษัท Kutol Products ในเมืองซินซินแนติ ที่คิดค้นสารทำความสะอาดวอลเปเปอร์ลักษณะนิ่มคล้ายดินน้ำมันขึ้นมา เพื่อให้ผู้ใช้กดซับคราบสกปรกออกจากผนังโดยไม่ทำลายวอลเปเปอร์
ในเวลานั้น สารทำความสะอาดวอลเปเปอร์ของ Kutol Products ประสบความสำเร็จและเป็นที่นิยมอย่างมาก จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ธุรกิจนี้กลับต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
เนื่องจากหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนจากการใช้ถ่านหินมาเป็นก๊าซและน้ำมันในการสร้างความอบอุ่นภายในบ้านมากขึ้น ซึ่งไม่ก่อให้เกิดคราบเขม่าบนวอลเปเปอร์เหมือนเดิม
ขณะเดียวกัน นวัตกรรมวอลเปเปอร์ก็พัฒนาสู่วอลเปเปอร์ไวนิลที่ทำความสะอาดง่ายและมีความทนทานกว่าเดิม
จากความเปลี่ยนแปลงนี้ สินค้าทำความสะอาดวอลเปเปอร์ของ Kutol Products จึงค่อย ๆ หมดความจำเป็นในตลาด
แต่ภายใต้วิกฤติครั้งนี้ กลับกลายเป็นโอกาสใหม่ของธุรกิจในตลาดที่อยู่คนละขั้วกับสินค้าทำความสะอาดวอลเปเปอร์โดยสิ้นเชิง

เนื่องจาก Kay Zufall น้องสะใภ้ของ Joe McVicker เจ้าของบริษัท Kutol Products ในเวลานั้น ซึ่งเป็นครูสอนชั้นอนุบาล ได้เสนอไอเดียนำสินค้าทำความสะอาดวอลเปเปอร์มาปรับเป็นอุปกรณ์ปั้นสำหรับเด็ก จากคุณสมบัติที่มีทั้งความนิ่ม ปั้นขึ้นรูปได้ และไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้
พร้อมตั้งชื่อใหม่ให้กับมันว่า Play-Doh และตัดสารที่ไม่จำเป็นสำหรับการปั้นออกไป เช่น สารทำความสะอาด
จากไอเดียของ Kay Zufall จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นครั้งใหม่ของธุรกิจ ในฐานะสินค้าที่ใช้เสริมสร้างจินตนาการผ่านการปั้นให้กับเด็ก ๆ ด้วยคุณสมบัติพิเศษที่เนื้อสัมผัสนุ่ม ปั้นง่าย และไม่เลอะติดเสื้อผ้า ทำให้สามารถนำมาใช้ทดแทนดินเหนียวที่มีความแข็งและขึ้นรูปยากได้เป็นอย่างดี

จนกระทั่งในปี 1956 Play-Doh ได้กลายเป็นแบรนด์ของเล่นอย่างเต็มตัว จากการทำตลาดของ Joe McVicker ที่นำ Play-Doh ไปเสนอตามโรงเรียน สาธิตการใช้งานตามงานประชุมด้านการศึกษา และห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ
รวมถึงการเติมสีสันลงไป และใส่กลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อดึงดูดเด็ก ๆ ผ่านทั้งรูป สี และกลิ่นมากขึ้น จากเดิมที่มีเพียงสีขาวเท่านั้น
ในปีเดียวกัน ยังมีการจัดตั้งบริษัทใหม่ในชื่อ Rainbow Crafts เพื่อทำตลาด Play-Doh โดยเฉพาะ
เพียงหนึ่งปีต่อมา ในปี 1957 Play-Doh เติบโตอย่างรวดเร็วจากการทำตลาดผ่านการ Tie-in ในรายการโทรทัศน์ Captain Kangaroo ซึ่งเป็นรายการสำหรับเด็ก เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง และยังเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในรายการ Ding Dong School และ Romper Room

จากนั้น Play-Doh ได้ต่อยอดธุรกิจไปยังอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ เพื่อสร้างความสนุกและจินตนาการในการเล่นมากขึ้น โดยในปี 1960 ได้เปิดตัว Fun Factory เครื่องกดแป้งที่ช่วยให้บีบแป้งเป็นรูปร่างต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นเป็นครั้งแรก
พร้อมเริ่มทำตลาดในต่างประเทศในปี 1964 ด้วยการส่งออกไปยังอังกฤษ ฝรั่งเศส และอิตาลี ก่อนที่ Rainbow Crafts จะถูกซื้อโดยบริษัทอาหาร General Mills ในปีต่อมา
การเข้าซื้อ Rainbow Crafts ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การขยายขาธุรกิจของ General Mills เพื่อกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่ที่มีโอกาสเติบโต เพราะนอกจาก Play-Doh แล้ว General Mills ยังซื้อแบรนด์อื่น ๆ เข้ามาเป็นบริษัทในเครือจำนวนมาก
และการขายธุรกิจให้กับ General Mills ในครั้งนั้น ทำให้ Play-Doh เข้าไปอยู่ในเส้นทางของอุตสาหกรรมของเล่นขนาดใหญ่ในเวลาต่อมา
เนื่องจาก General Mills ได้ก่อตั้งบริษัท Kenner Parker Toys Inc. เพื่อทำตลาดของเล่นโดยเฉพาะ ก่อนที่บริษัทนี้จะถูกซื้อโดย Tonka ในปี 1987 และ Tonka ถูก Hasbro เข้าซื้อในปี 1991
การเข้าไปอยู่ในมือ Hasbro ทำให้ Play-Doh กลายเป็นแบรนด์แป้งโดว์ที่ได้รับความนิยมจากเด็กทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน ผ่านการทำตลาดและการออกสินค้าใหม่ ๆ เพื่อสร้างจินตนาการในการปั้นอย่างต่อเนื่อง
อ้างอิง
https://www.smithsonianmag.com/innovation/accidental-invention-play-doh-180973527/
https://www.museumofplay.org/blog/the-history-of-play-doh-good-clean-fun/
https://en.wikipedia.org/wiki/Play-Doh
https://www.bbc.com/audio/play/w3ct74ns
https://kids.kiddle.co/Play-Doh