Infographic-In focus-Solar rooftop-20260506

มาตรการลดหย่อนภาษีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่เริ่มประกาศใช้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สอดรับกับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ผลักดันให้ราคาก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น

 

จากประกาศพระราชกฤษฎีกา มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เมื่อวันที่ 2 มีนาคมและเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคมนั้น ออกมาได้ประจวบเหมาะกับสถานการณ์ที่ไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยมาตรการลดหย่อนภาษีดังกล่าวมีรายละเอียดสำคัญแบ่งออกเป็น 2 มาตรการหลัก ได้แก่

 

1.มาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคครัวเรือน (มาตรา 3)

ผู้ได้รับสิทธิ

บุคคลธรรมดาที่เป็นผู้ใช้สิทธิต้องเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 (บ้านอยู่อาศัย) โดยไม่รวมคณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญ

 

สิทธิลดหย่อน

ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้ที่จ่ายจริงเป็นค่าซื้ออุปกรณ์และติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) ที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

 

วงเงิน

ลดหย่อนตามที่จ่ายจริง แต่รวมกันไม่เกิน 200,000 บาท ต่อหนึ่งระบบ

 

ระยะเวลา

ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2028

 

2.มาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุปกรณ์ประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง (มาตรา 4)

ผู้ได้รับสิทธิ

บุคคลธรรมดา (เฉพาะเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5)-(8) เช่น ค่าเช่า, ค่าวิชาชีพอิสระ, ค่ารับเหมา, ค่าธุรกิจพาณิชย์) และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

 

สิทธิลดหย่อน

ลดหย่อนภาษีเงินได้เป็นจำนวน 50% ของเงินได้ที่จ่ายจริงเป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุนในเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง

 

คุณสมบัติอุปกรณ์

ต้องได้รับการรับรองฉลากแสดงระดับประสิทธิภาพพลังงานระดับ 5 ดาว จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

 

ระยะเวลา

ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2026 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2028

 

เงื่อนไขสำคัญ : หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขทั่วไป (มาตรา 5)

1.การซื้อสินค้าหรือบริการเพื่อขอรับสิทธิลดหย่อน ต้องจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เท่านั้น

2.ต้องได้รับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร

3.ห้ามนำค่าใช้จ่ายที่ได้รับสิทธิลดหย่อนไปขอรับสิทธิ์จากมาตรการอื่นซ้ำซ้อน

4.ห้ามนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปใช้กับกิจการที่ได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลอยู่แล้ว

 

โดยสิทธิการลดหย่อนภาษีภายใต้มาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคครัวเรือน (มาตรา 3) ข้างต้นนับเป็นมาตรการสำคัญที่ภาครัฐนำมาใช้เพื่อจูงใจประชาชนทั่วไปให้เห็นถึงความคุ้มค่าของการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและส่งผลให้การลงทุนในโซลาร์รูฟท็อปได้รับความสนใจจากประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

มาตรการลดหย่อนภาษีโซลาร์รูฟท็อปช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือนในระยะยาว

การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีโอกาสคืนทุนได้เร็วขึ้นจากค่าใช้จ่ายที่ลดลงผ่านมาตรการลดหย่อนภาษี ที่ออกมาและยังช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง  

 

โดยมาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจะทำให้ครัวเรือนได้รับค่าใช้จ่ายบางส่วนกลับคืนมาหลังยื่นแบบภาษี (ขึ้นอยู่กับอัตราภาษีของแต่ละบุคคล) ตัวอย่างเช่น หากติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 3 กิโลวัตต์ (KWp) จะมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งราว 110,000–120,000 บาท และสามารถนำไปยื่นคืนภาษีได้ราว 5,000-25,000 บาท โดยเงินที่ได้คืนจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้มากถึง 5%-20% ซึ่งหากเป็นครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าในปริมาณสูงและต้องติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่มีขนาดกำลังการผลิตมากขึ้นก็จะมีสิทธิได้รับคืนเงินภาษีที่สูงขึ้นตามค่าใช้จ่ายที่ติดตั้ง ยิ่งไปกว่านั้น

 

หากพิจารณาควบคู่ไปกับราคา LNG ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตในตะวันออกกลาง ตามการประเมินของ SCB EIC ที่ราคา LNG มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามระดับความรุนแรงและความยืดเยื้อของสงคราม โดยการประเมินดังกล่าวได้พิจารณารวมถึงแนวโน้มการขนส่ง LNG ผ่านช่องแคบฮอร์มุซและท่อ Yanbu/Fujairah ตลอดจนความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยหากสงครามสามารถยุติได้ภายในกรอบระยะเวลา 2-3 เดือน ต้นทุน LNG เฉลี่ยในช่วงปี 2026-2030 จะอยู่ที่ราว 9.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู และส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.82 บาทต่อหน่วย แต่หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อและยกระดับความรุนแรงขึ้นจะทำให้ราคาเฉลี่ยของ LNG ในช่วงปี 2026-2030 มีโอกาสปรับเพิ่มสูงขึ้นที่ระดับ 14.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู และจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยขึ้นมาอยู่ที่ 4 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะทำให้ครัวเรือนต้องแบกภาระค่าไฟฟ้าที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง (รายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางต่อแนวโน้มค่าไฟฟ้า สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากบทวิเคราะห์ เรื่องสงครามในตะวันออกกลางเขย่าพลังงานโลก : ก๊าซธรรมชาติแพงยืดเยื้อ กดดันค่าไฟฟ้าสูงอย่างน้อย 2 ปี)

 

มาตรการลดหย่อนภาษีที่เข้ามาลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในครัวเรือนประกอบกับแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง ด้วยปัจจัยดังกล่าวจะช่วยเร่งให้การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปคืนทุนได้เร็วขึ้น โดยปกติการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 3 KWp สำหรับครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้า 2,000-5,000 บาทต่อเดือน จะมีระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 8 ปี แต่มาตรการลดหย่อนภาษีและภาระค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นทำให้สามารถคืนทุนเร็วขึ้นที่ 7 ปี และถ้าสถานการณ์สงครามรุนแรงขึ้นจะสามารถคืนทุนได้ภายใน 6 ปี ซึ่งหากครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้าสูงและติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาดใหญ่ขึ้นก็จะยิ่งคืนทุนได้เร็วขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 KWp สำหรับครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้า 5,000-10,000 บาทต่อเดือน โดยปกติจะมีระยะเวลาคืนทุนที่ 7 ปี ด้วยมาตรการลดหย่อนภาษีและภาระค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นจึงสามารถคืนทุนได้ใน 6 ปี และหากสถานการณ์สงครามรุนแรงก็มีโอกาสคืนทุนได้ภายใน 4 ปี ซึ่งจะเกิดแรงจูงใจให้ครัวเรือนหันมาติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปกันเพิ่มมากขึ้น

 

 ระยะเวลาคืนทุนของการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป

ขนาดโซลาร์รูฟท็อป

(ค่าไฟฟ้าและค่าใช้จ่าย)

ระยะเวลาคืนทุน(1)
ปกติ

(ก่อนมาตรการและก่อนสงคราม)

มาตรการลดหย่อนภาษี + สงครามยุติใน 2-3 เดือน มาตรการลดหย่อนภาษี + สงครามยืดเยื้อรุนแรง
3 kWp

ค่าไฟฟ้า : 2-5 พันบาท/เดือน
ค่าติดตั้ง
: 1.1-1.2 แสนบาท

8 ปี 7 ปี 6 ปี
5 kWp

ค่าไฟฟ้า : 5 พัน-1 หมื่นบาท/เดือน

ค่าติดตั้ง : 1.4-1.7 แสนบาท

7 ปี 6 ปี 4 ปี
10 kWp

ค่าไฟฟ้า : 1-2.5 หมื่นบาท/เดือน

ค่าติดตั้ง : 2.3-2.5 แสนบาท

6 ปี 5 ปี 4 ปี
15-20 kWp

ค่าไฟฟ้า : 2.5 หมื่นบาท/เดือน ขึ้นไป

ค่าติดตั้ง : 3.2-4.2 แสนบาท

5 ปี 4 ปี 3 ปี

หมายเหตุ : (1) การประเมินระยะเวลาคืนทุนประเมินจากค่าไฟฟ้าในช่วงต่าง ๆ ได้ประเมินอัตราค่าไฟฟ้าก้าวหน้า (Progressive rate) ใหม่แล้ว พบว่ามีผลทำให้มีการคืนทุนเร็วขึ้นจากอัตราค่าไฟฟ้าเดิมที่ราว 1-3 เดือน

ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

 

อย่างไรก็ดี หากภาครัฐใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบ Progressive โดยการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกคิดอัตราค่าไฟฟ้าที่ 3 บาทต่อหน่วย, สำหรับการใช้ไฟฟ้า 201-400 หน่วย คิดอัตราค่าไฟฟ้าที่ 3.95 บาทต่อหน่วยและสำหรับการใช้ไฟฟ้า 401 หน่วยขึ้นไป คิดอัตราค่าไฟฟ้าที่ 5 บาทต่อหน่วย ดังตารางที่ 2 จะทำให้กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 620 หน่วยขึ้นไปมีค่าไฟฟ้าเฉลี่ยสูงขึ้นตามจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ใช้มากขึ้นเมื่อเทียบกับอัตราค่าไฟฟ้าแบบเดิม (ประเมินจาก Ft ที่ 0.1667 บาทต่อหน่วย ค่าบริการที่ 24.62 บาทและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7%) ซึ่งภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากอัตราค่าไฟฟ้ารูปแบบใหม่นี้จะยิ่งช่วยให้การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในกลุ่มครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าสูงสามารถคืนทุนได้เร็วขึ้นอีกราว 1-3 เดือน โดยขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ไฟฟ้า

 

การตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปของครัวเรือนยังมีอุปสรรค

อุปสรรคสำคัญที่ส่งผลให้ครัวเรือนยังไม่ตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป อาทิ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การหาผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ และการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการติดตั้ง ซึ่งครัวเรือนสามารถลดอุปสรรคดังกล่าวผ่าน 2 แนวทาง (อ้างอิงจากบทความ In focus : ผู้บริโภคไทยคิดอย่างไรกับโซลาร์รูฟท็อป? เจาะอินไซต์สำคัญที่ภาครัฐและผู้ประกอบการต้องรู้) ดังนี้

 

1.เลือกผู้ให้บริการติดตั้งที่มีทางเลือกด้านเงินทุนและการชำระเงินที่หลากหลาย เพื่อให้ครัวเรือนมีตัวเลือกในการชำระเงินที่เหมาะกับภาระทางการเงิน อย่างเช่น สินเชื่อเช่าซื้อดอกเบี้ยต่ำที่เป็นทางเลือกใหม่นอกจากสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือดอกเบี้ย 0% ที่ปัจจุบันสถาบันการเงินหลายแห่งได้เริ่มออกแพ็กเกจดังกล่าวแล้ว โดยแนวทางนี้จะช่วยลดอุปสรรคในการจัดหาแหล่งเงินทุนและเกิดความคุ้มค่ามากขึ้นจากมาตรการลดหย่อนภาษี

2.เลือกผู้ให้บริการติดตั้งที่มีความน่าเชื่อถือจากการเสนอสินค้าและการบริการที่มีการรับประกัน โดยผู้ให้บริการติดตั้งควรมีหลักฐานแสดงถึงความเชี่ยวชาญและคุณภาพการบริการ พร้อมเสนอรายละเอียดผลิตภัณฑ์ ราคา การรับประกัน และบริการหลังการขายอย่างชัดเจน โดยคัดเลือกจากบริษัทที่ให้บริการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปแบบครบวงจร สามารถประเมินการติดตั้งรวมถึงค่าใช้จ่ายและระยะเวลาคืนทุน ควบคู่กับการแสดงให้เห็นถึงผลงานที่ติดตั้งสำเร็จแล้วพร้อมการรีวิวจากผู้ที่ติดตั้ง เป็นต้น

 

บทบาทของภาครัฐในการกระตุ้นให้ครัวเรือนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น

นอกจากมาตรการลดหย่อนภาษีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan)
ที่ครม. ได้มีมติอนุมัติมาตรการช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางเพิ่มเติม แล้ว ภาครัฐอาจพิจารณาออกนโยบายเพิ่มเติมเพื่อตอบโจทย์ภาคครัวเรือนตั้งแต่การแก้ไขอุปสรรคที่ฉุดรั้งการตัดสินใจไปจนถึงการกำหนดนโยบายที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ได้แก่

 

1,การเพิ่มกลไกการตรวจสอบและอนุมัติคุณภาพของอุปกรณ์และผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์
รูฟท็อปภาคสมัครใจ
(Voluntary certification program) เพื่อให้ครัวเรือนที่ต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสามารถเลือกผู้ให้บริการจากรายชื่อที่ภาครัฐตรวจสอบมาตรฐานแล้วทั้งในด้านคุณภาพและราคา โดย Certification program นี้จะช่วยลดความกังวลของครัวเรือนในการเลือกอุปกรณ์และผู้ให้บริการติดตั้งได้ โดยกลไกการตรวจสอบดังกล่าวมีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จแล้วในประเทศอินเดียที่ภาครัฐจัดทำแพลตฟอร์ม “The national portal for rooftop solar PV” ที่เปิดให้ผู้ที่ต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเข้ามาค้นหาผู้ให้บริการติดตั้งและตรวจสอบอุปกรณ์ต่าง ๆ ของโซลาร์รูฟท็อปที่ได้รับการตรวจสอบและอนุมัติคุณภาพจากภาครัฐ

 

2.การรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์รูฟท็อปเข้าระบบ อาทิ การขายไฟฟ้าส่วนเกินในราคาขายปลีก (Net metering : ระบบที่นำรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินให้การไฟฟ้าฯ ในอัตราเดียวกับราคาค่าไฟฟ้าขายปลีก มาหักลบกับค่าไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้าฯ เมื่อสิ้นรอบการเรียกเก็บค่าไฟฟ้า) ซึ่งแม้ว่าภาครัฐจะประกาศเร่งใช้ระบบ Net billing (การนำรายได้จากการขายไฟฟ้าส่วนเกินให้การไฟฟ้าฯ ในราคาที่รัฐประกาศหรือที่ 2 บาทต่อหน่วยไปหักลบกับค่าไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้าฯ ในสิ้นงวด) โดยมีเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปรวมทั้งหมด 500 MW และคาดว่าจะเริ่มในเดือนมิถุนายน 2026 แต่เนื่องจากราคารับซื้อไฟฟ้าต่อหน่วยที่รัฐบาลประกาศในระบบ Net billing ยังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับราคาค่าไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้าฯที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ราว 4 บาทต่อหน่วย แตกต่างจากระบบ Net metering ที่สามารถหักลบค่าไฟฟ้าได้ในอัตราเดียวกันกับราคาขายปลีก จึงทำให้ Net metering อาจช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและส่งเสริมให้เกิดการวางแผนการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy efficiency) เพื่อนำไฟฟ้าส่วนเกินที่ประหยัดได้มาขายคืนให้กับการไฟฟ้าฯ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดค่าไฟฟ้าในครัวเรือนแล้ว ยังไม่ส่งผลกระทบต่อระยะเวลาคืนทุนอีกด้วย

 

โดยปัจจุบันนโยบายการใช้ Net metering ร่วมกับโซลาร์รูฟท็อปถูกนำมาใช้แล้วในสหรัฐฯ และอินเดีย อย่างไรก็ดี ในระยะเริ่มต้น ภาครัฐอาจพิจารณานำระบบ Net metering มาทดลองใช้ในพื้นที่ที่มีการใช้โซลาร์รูฟท็อปสูงเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขข้อจำกัดต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น เช่น ปัญหาเรื่องต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้าและระบบสายส่งไฟฟ้าของการไฟฟ้าฯ รวมถึงปัญหาทางเทคนิคจากการปรับปรุงอุปกรณ์และการควบคุมไฟฟ้า โดยข้อสรุปผลการดำเนินการและปัญหาต่าง ๆ จากการทดลองระบบ สามารถนำมาปรับปรุงและต่อยอดไปใช้ในระดับภูมิภาคจนถึงระดับประเทศต่อไป

 

มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและอุปกรณ์ประหยัดพลังงานนับเป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญของภาครัฐที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน อีกทั้ง ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

About The Author

Leave a Reply

Discover more from Talk About Market

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading