Bolt

จากเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยของผู้ใช้บริการ อาจทำให้ Bolt แอปเรียกรถสัญชาติเอสโตเนีย ไม่ได้รับการต่อใบอนุญาตประกอบธุรกิจที่กำลังจะหมดอายุในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ถ้ายังไม่สามารถเร่งปรับปรุงระบบ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยแพลตฟอร์ม การพัฒนาระบบยืนยันตัวตน (KYC : Know Your Customer) ให้รัดกุม, การคัดกรองไรเดอร์, การตรวจสอบผู้ขับที่ให้บริการต้องจดแจ้งรถสาธารณะ และใบขับขี่สาธารณะ ให้เป็นไปตามกฎหมาย Ride Sharing Platform ที่บังคับใช้กับทุกแพลตฟอร์มบริการเรียกรถในวันที่ 30 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา

 

จากมาตรการดังกล่าวของภาครัฐ ถ้า Bolt ไม่สามารถทำตามข้อกำหนด เป็นไปได้ว่าแพลตฟอร์มนี้อาจจะไม่ได้ไปต่อในประเทศไทย

 

ซึ่งที่ผ่านมา Bolt เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2563 พร้อมจดทะเบียนในนามบริษัท โบลท์ ซัพพอร์ต เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในวันที่ 5 พฤษภาคม 2565

 

และมีผลประกอบการรายงานกรมพัฒนาธุรกิจการค้าดังนี้

2565 รายได้รวม 0.76 ล้านบาท กำไร 0.03 ล้านบาท

2566 รายได้รวม 540.23 ล้านบาท กำไร 11.11 ล้านบาท

2567 รายได้รวม 915.59 ล้านบาท กำไร 23.70 ล้านบาท

 

สำหรับการแข่งขันในตลาดประเทศไทย Bolt ใช้กลยุทธ์ด้านราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งเข้ามาเป็นหนึ่งในเกมขยายฐานลูกค้า สร้างความถี่ในการใช้บริการ

 

อย่างไรก็ดี ตลาด Ride Sharing Platform ในประเทศไทย (รวมบริการสำหรับบุคคลทั่วไป และกลุ่มธุรกิจองค์กร) ข้อมูลจาก Mordor Intelligence พบว่า

ปี 2569 มีมูลค่ามากถึง 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 85,300 ล้านบาท)

ปี 2570 มูลค่า 2,840 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 93,200 ล้านบาท)

ปี 2574 มูลค่า 4,380 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 143,800 ล้านบาท)

 

โดยในปัจจุบันตลาด Ride Sharing Platform ในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 11 แพลตฟอร์ม โดยมี Grab, LINE Man, Bolt เป็นผู้ให้บริการหลัก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สร้างสัดส่วนรายได้มากถึง 54.71%

 

Talk About Market FYI

Bolt (เดิมชื่อ Taxify) ก่อตั้งขึ้นในปี 2556 โดย Markus Villig หนุ่มชาวเอสโตเนียวัย 19 ปี เริ่มต้นด้วยเงินกู้จากครอบครัวเพื่อสร้างระบบรวมรถแท็กซี่ในเมืองทาลลินน์ ก่อนจะเติบโตอย่างรวดเร็ว

 

จุดเด่นที่ทำให้ Bolt ประสบความสำเร็จคือกลยุทธ์ “ราคาถูกและบริหารแบบลีน” โดยเก็บค่าคอมมิชชันจากคนขับต่ำกว่าคู่แข่ง ทำให้ดึงดูดคนขับได้มากและสามารถทำราคาค่าโดยสารให้ถูกลงได้ นอกจากนี้ยังเน้นขยายตัวในตลาดที่กำลังพัฒนาอย่างแอฟริกาและยุโรปตะวันออก แทนที่จะทุ่มทรัพยากรสู้ในตลาดที่อิ่มตัวแล้ว

 

ปัจจุบัน Bolt ให้บริการมากกว่า 45 ประเทศทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย โดยยังคงรักษาภาพลักษณ์บริการที่คุ้มค่า เข้าถึงง่าย และมีการจัดการต้นทุนที่รัดกุม จนก้าวขึ้นเป็นสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นที่น่าจับตามองที่สุดรายหนึ่งของยุโรป

About The Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *