Porsche  Wild Rift

Porsche ประกาศจับมือกับ Riot Games เจ้าของเกมมือถือ League of Legends: Wild Rift เพื่อนำ Porsche 911 GT3 เป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรม “Neon Daredevil” ที่นำเสนอการแข่งขันความเร็วสูงด้วยยานพาหนะแห่งอนาคตบนดาวเคราะห์ต่างดาว

 

โดยเหตุผลที่ Porsche เลือก League of Legends: Wild Rift เนื่องจากเป็นเกมแนว MOBA (Multiplayer Online Battle Arena) แบบ 5v5 ที่มีต้นแบบจาก League of Legends หรือ LoL ซึ่งเป็นเกมบนพีซี ซึ่งมีฐานผู้เล่นหลากหลายประเทศ เช่น ในจีน สหรัฐอเมริกา ยุโรป และตลาดต่างประเทศอื่นๆ  และเป็นฐานแฟนคลับไม่ได้อยู่แค่ในเกม แต่ขยายไปถึงเพลง, ซีรีส์, แฟชั่น, อีเวนต์ และคอนเทนต์บันเทิงหลากหลายรูปแบบ

 

ซึ่งใน  Neon Daredevil จะนำเสนอสกินใหม่ของตัวละคร Kai’Sa ที่ได้แรงบันดาลใจจากมอเตอร์สปอร์ต และรถในเกมที่ออกแบบโดยอิงจาก Porsche 911 GT3 โดยเปิดให้เล่นแบบจำกัดเวลาตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน ถึง 28 พฤษภาคม 2569

 

มองในมุมการตลาด นี่คือการทำ Brand Experience ที่ Porsche ได้นำคุณค่าของแบรนด์ เช่น ความเร็ว สมรรถนะ ดีไซน์ และความพิเศษ ให้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ในพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ นั่นคือการเล่นเกม การสะสมสกิน และการมีส่วนร่วมกับคอมมูนิตี้

 

ที่ลึกไปกว่านั้น Porsche ยังไม่ได้หยุดอยู่แค่โลกเสมือน เพราะแบรนด์สร้างรถ 911 GT3 คันจริงแบบ bespoke หรือออกแบบพิเศษ โดยใช้ลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจจากสกิน Kai’Sa ในเกม จากนั้นนำรถคันนี้ไปเชื่อมกับอีเวนต์จริงที่ Porsche Experience Centers ในลอสแอนเจลิสและเซี่ยงไฮ้ รวมถึงอีเวนต์แฟนคลับในบางภูมิภาค

 

นอกจากนี้ Porsche ยังต่อยอดด้วยหนังสั้นที่เล่าเรื่องในจักรวาล Wild Rift โดยถ่ายทำใกล้เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน และใช้ 911 GT3 เป็นส่วนหนึ่งของฉากไล่ล่า เพื่อโชว์สมรรถนะของรถในเชิงความบันเทิง ไม่ใช่แค่โฆษณารถแบบเดิมที่พูดเรื่องแรงม้า ความเร็ว หรือดีไซน์เพียงอย่างเดียว

 

ทำให้เห็นว่าภายใต้กลยุทธ์นี้เป็นการนำ โลกออนไลน์กับออฟไลน์ เข้ามาเชื่อมโยงเพื่อ เข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภค ผ่านเส้นทางที่ผู้คนสามารถเจอแบรนด์ได้หลายชั้น ตั้งแต่เห็นในเกม เล่นในเกม แชร์ในโซเชียล ไปจนถึงเจอรถจริงในอีเวนต์

 

และยังเป็นการสะท้อนภาพลักษณ์ของ Luxury Brand ที่เปลี่ยนวิธีสร้างแรงขับเคลื่อนให้กับแบรนด์ผ่านประสบการณ์การขับเคลื่อนรถในโลกของเกมอีกด้วย  

 

อย่างไรก็ดีการจับมือกับ Riot Games ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Porsche เข้าไปในโลกเกม เพราะก่อนหน้านั้น Porsche เคยมีการ Collab กับเกมอย่าง Overwatch 2 และ Resident Evil Requiem มาแล้ว ซึ่งทำให้เห็นว่า Porsche ไม่ได้มองเกมเป็นแค่ช่องทางโฆษณาชั่วคราว แต่เป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่แบรนด์พรีเมียมต้องเข้าไปมีตัวตน

 

สิ่งที่นักการตลาดควรจับตาคือ การร่วมมือครั้งนี้ครอบคลุมทั้งตลาดตะวันตกและจีนพร้อมกัน ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของแบรนด์ระดับโลก เพราะจีนเป็นตลาดเกมและตลาดสินค้าพรีเมียมที่สำคัญ ส่วนฝั่งตะวันตกก็เป็นฐานแฟนของ League of Legends ที่แข็งแรง การเลือก Wild Rift จึงไม่ใช่แค่เลือกเกมดัง แต่คือการเลือกแพลตฟอร์มที่พาแบรนด์ข้ามภูมิภาคได้ในครั้งเดียว

 

และในยุคที่คนรุ่นใหม่ใช้เวลาอยู่ในโลกดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ คำตอบของหลายแบรนด์อาจไม่ได้อยู่บนบิลบอร์ดเสมอไป แต่อาจอยู่ในเกม ในสกิน ในคอมมูนิตี้ หรือในโมเมนต์เล็กๆ ที่ผู้บริโภครู้สึกว่าแบรนด์นี้เข้าใจโลกของเขาจริงๆ

 

แล้วคุณหละ คิดว่าในอนาคต แบรนด์หรูควรเข้าไปอยู่ในโลกเกมมากขึ้นไหม หรือความหรูควรยังคงอยู่ห่างๆ เพื่อรักษาความพิเศษ?

 

 

Talk About Market FYI

ศัพท์กลยุทธ์การตลาดในบทความนี้

1.In-Game Marketing

การใช้ “พื้นที่ในเกม” เป็นช่องทางสื่อสารแบรนด์ ผ่านสกิน ไอเทม อีเวนต์ หรือคอนเทนต์พิเศษ เช่น Porsche นำ 911 GT3 เข้าไปอยู่ใน Wild Rift
เหมาะกับ แบรนด์ที่อยากเข้าถึง Gen Z, Millennials และกลุ่มที่ใช้เวลาในโลกดิจิทัลสูง

 

2.Brand Experience Strategy

การทำให้ผู้บริโภคได้ “สัมผัสแบรนด์” ผ่านประสบการณ์ ไม่ใช่แค่เห็นโฆษณา เช่น ผู้เล่นได้รู้สึกถึงความเร็ว ความเท่ และความพรีเมียมของ Porsche ผ่านเกม
เหมาะกับ แบรนด์ที่ขายภาพลักษณ์ ไลฟ์สไตล์ ความรู้สึก หรือประสบการณ์ เช่น รถยนต์ แฟชั่น เทคโนโลยี และสินค้าพรีเมียม

 

3.Brand Collaboration Strategy

การร่วมมือกันระหว่าง 2 แบรนด์ เพื่อสร้างแคมเปญ ประสบการณ์ หรือคอนเทนต์ใหม่ที่แต่ละแบรนด์ทำคนเดียวอาจสร้างแรงกระเพื่อมได้ไม่เท่ากัน เช่น Porsche ได้เข้าไปอยู่ในโลกของเกมเมอร์ผ่าน Riot Games ส่วน Wild Rift ได้ภาพลักษณ์หรู พรีเมียม และแตกต่างจากอีเวนต์เกมทั่วไป
เหมาะกับ แบรนด์ที่ต้องการขยายฐานผู้บริโภค สร้างกระแส เข้าถึงคอมมูนิตี้ใหม่ หรือทำให้แบรนด์ดูสดใหม่ขึ้น

 

4.Cultural Marketing

การพาแบรนด์เข้าไปอยู่ใน “วัฒนธรรมย่อยของผู้บริโภค” เช่น วัฒนธรรมเกม อีสปอร์ต และคอมมูนิตี้ League of Legends แทนที่จะสื่อสารแบบโฆษณาตรง ๆ
เหมาะกับ แบรนด์ที่อยากดูทันสมัย เข้าใจผู้บริโภค และอยากเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่กลุ่มเป้าหมายให้ความสนใจจริง

 

5.Phygital Marketing Strategy

การเชื่อมประสบการณ์ระหว่างโลกจริงและโลกดิจิทัลเข้าด้วยกัน เช่น ผู้เล่นเจอ Porsche ในเกม ขณะเดียวกันแบรนด์ก็นำรถจริงและอีเวนต์จริงมาต่อยอดประสบการณ์นอกเกม
เหมาะกับ แบรนด์ที่อยากสร้างประสบการณ์แบบครบวงจร ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ และโลกเสมือน เช่น รถยนต์ รีเทล แฟชั่น เทคโนโลยี และสินค้าพรีเมียม

 

6.FOMO (Fear Of Missing Out) Marketing

กลยุทธ์กระตุ้นด้วยความรู้สึก “กลัวพลาด” เช่น อีเวนต์ สกิน หรือไอเทมพิเศษที่มีเฉพาะช่วงเวลาจำกัด ทำให้ผู้เล่นอยากรีบเข้าร่วม
เหมาะกับ แคมเปญเปิดตัวสินค้า Limited Edition โปรโมชันระยะสั้น หรือกิจกรรมที่ต้องการสร้างกระแสเร็ว

 

7.Aspirational Marketing

กลยุทธ์การขาย “ความฝัน” หรือภาพชีวิตที่ผู้บริโภคอยากไปถึง เช่น คนอาจยังไม่ได้ซื้อ Porsche จริง แต่สามารถสัมผัสความรู้สึกของแบรนด์ผ่านเกมได้
เหมาะกับ สินค้าพรีเมียม แบรนด์หรู รถยนต์ นาฬิกา แฟชั่น และสินค้าที่ขายสถานะหรือไลฟ์สไตล์

 

About The Author

Leave a Reply

Discover more from Talk About Market

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading