
ยังคงแข่งขันอย่างรุนแรงอย่างต่อเนื่อง สำหรับตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง ที่แข่งขันกันผ่านแนวทาง 3 ประการได้แก่
1.เกมการแข่งขันด้านราคาในกลุ่มแมส ในราคาขวดละ 10 บาท เพื่อเข้าถึงผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักที่มีกำลังซื้อที่เปราะบาง และส่วนหนึ่งให้ความสำคัญด้านราคา และการแข่งขันนี้ทำให้ล่าสุด TCP ได้ปรับราคากระทิงแดงคลาสสิกลงมาเหลือ 10 บาท จากเดิม 12 บาท เพื่อร่วมแข่งในตลาดผ่านราคา 10 บาท อย่างเต็มตัว และแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่งเพิ่มขึ้น
2.ในตลาดพรีเมียม แม้จะเป็นตลาดที่มีสัดส่วนไม่มากนัก แต่เป็นตลาดที่มีการเติบโตสูง โดยปีที่ผ่านมามีการเติบโตมากถึง 34% อ้างอิงจากไทยน้ำทิพย์
การเติบโตนี้มาจากแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังเดิมได้เปิดสินค้าใหม่ในกลุ่มนี้เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังคนรุ่นใหม่ ผ่านการสื่อสารในรูปแบบ Lifestyle Drink
พร้อมกับการเข้ามาของคู่แข่งรายใหม่เช่นไทยน้ำทิพย์ได้นำ Monster Energy เข้ามาร่วมแข่งขันในตลาดอีกแบรนด์หนึ่งเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมาย 18–35 ปี กลุ่มนักศึกษา คนทำงาน เกมเมอร์ แฟนมอเตอร์สปอร์ต ผู้ที่มีไลฟ์สไตล์แอคทีฟอีกด้วย
3.แบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังเน้นการออกสินค้าที่มีความหลากหลาย โดยในตลาดแมสแข่งขันกันเรื่องสูตร และส่วนผสมเช่น วิตามินบีรวม, ซิงค์, หรือโสมเพื่อดึงดูดผู้บริโภคที่ต้องการเครื่องดื่มชูกำลังเพื่อสุขภาพ
ส่วนระดับพรีเมียมแข่งขันกันเรื่องรสชาติที่ดื่มง่าย เพื่อเป็นเครื่องดื่มสร้างความสดชื่นระหว่างวันให้กับกลุ่มลูกค้า เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ในปี 2569 ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังยังคงแข่งขันกันอย่างรุนแรง ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตที่ผันผวนตามความขัดแย้งของโลก ซึ่งยังคงส่งผลต่อเศรษฐกิจและภาคการผลิตอย่างต่อเนื่อง