Creator Economy เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในประเทศไทย ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและแข่งขันในตลาดในปัจจุบัน
จากข้อมูลของ SCB EIC พบว่า Creator Economy ไทยมีมูลค่าราว 45,000 ล้านบาทในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตประมาณ 15% ในปี 2025 จากจำนวนครีเอเตอร์ในประเทศไทย 11 ล้านคน แบ่งเป็นแบบ Full-time ราว 2 ล้านคน และครีเอเตอร์ที่ทำคอนเทนต์เป็นรายได้เสริมประมาณ 9 ล้านคน
โดย Content Creator สามารถแบ่งได้เป็น 5 ระดับ ประกอบด้วย
▪️กลุ่ม Celebrity และ Mega Influencer ที่มีผู้ติดตาม 1 ล้านคนขึ้นไป กลุ่มนี้มีจำนวนเพียงหลักร้อยคน
▪️กลุ่ม Macro Influencers มีผู้ติดตาม 1 แสน – 1 ล้านคน เป็นกลุ่มที่มีจำนวนหลักพันคน
▪️กลุ่ม Mid-Tier มีผู้ติดตาม 5 หมื่น – 1 แสนคน เป็นกลุ่มที่มีจำนวนหลักหมื่นคน
▪️กลุ่ม Micro Influencers มีผู้ติดตาม 1 หมื่น – 5 หมื่นคน มีจำนวนหลักแสนคน
▪️กลุ่ม Nano Influencers มีผู้ติดตาม 1 พัน – 1 หมื่นคน มีจำนวนหลักล้านคน
ซึ่ง Content Creator ในกลุ่มต่าง ๆ ได้เข้ามามีบทบาทสร้างการเติบโตให้กับ Creator Economy ทั้งสิ้น และ SCB EIC มองว่าการเติบโตของ Creator Economy ในประเทศไทย เป็นการเติบโตที่ได้รับแรงหนุนจาก
1.Disintermediation การตัดคนกลางออกจากสมการ
ในโลกของ Creator Economy ผู้สร้างสรรค์ผลงานไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสื่อดั้งเดิมอย่างสำนักพิมพ์ สถานีโทรทัศน์ หรือค่ายเพลงเพื่อเข้าถึงผู้ชมอีกต่อไป แพลตฟอร์มดิจิทัลเปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์สื่อสารกับผู้ติดตามได้โดยตรง สร้างความสัมพันธ์แบบใกล้ชิดและต่อเนื่องมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ตามมาคืออิสระในการกำหนดทิศทางคอนเทนต์ การควบคุมภาพลักษณ์ของตนเอง และการได้รับส่วนแบ่งรายได้ที่มากขึ้น โดยไม่ต้องแบ่งให้กับตัวกลางเหมือนในอดีต
2.Multiple Revenue Streams การมีแหล่งรายได้ที่หลากหลาย
Creator ยุคใหม่มีความสามารถออกแบบโมเดลรายได้ที่หลากหลายควบคู่กัน โดยไม่ต้องพึ่งพารายได้จากทางใดทางหนึ่งเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นค่าสมาชิก รายได้จากโฆษณา การสนับสนุนจากแบรนด์ (Sponsorship) ความร่วมมือเชิงพาณิชย์ การจำหน่ายสินค้า รวมถึงรายได้จาก Affiliate Marketing ซึ่งโครงสร้างรายได้ที่กระจายตัวเช่นนี้ช่วยลดความเสี่ยง สร้างเสถียรภาพ และเพิ่มความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
3.AI-Powered Tools พลังของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์
การเติบโตของ AI และเครื่องมือดิจิทัลขั้นสูงกลายเป็นแรงหนุนสำคัญของ Creator Economy ทั้งในมิติการผลิตและการบริหารจัดการหลังบ้าน เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสร้างคอนเทนต์ ลดเวลาและต้นทุนในการทำงาน พร้อมทั้งสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ชมเชิงลึก เพื่อพัฒนาผลงานให้ตรงกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ขณะเดียวกันอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มยังมีบทบาทสำคัญในการขยายการเข้าถึงและสร้าง Engagement ทำให้ Creator สามารถเติบโตได้เร็วและปรับตัวทันต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
นอกจากนี้ SCB EIC ยังประเมินว่า แม้ Creator Economy จะประกอบด้วยผู้เล่นจำนวนมาก และหลายรายสร้างคอนเทนต์อยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกันในลักษณะที่ดูคล้ายคลึงกัน แต่ในความเป็นจริง โมเดลธุรกิจ แหล่งรายได้ และวิธีการสร้างมูลค่าของแต่ละกลุ่มกลับแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ การทำความเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จึงเป็นกุญแจสำคัญในการวิเคราะห์โครงสร้างตลาด ตลอดจนมองหาโอกาสทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
โดย Creator Economy มาจากโครงสร้างของผู้สร้างสรรค์ผลงาน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
1.Content Creators
ผู้ที่ผลิตคอนเทนต์ลงบน Social Media อย่างสม่ำเสมอ โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพและความต่อเนื่องของเนื้อหา ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ บทความ รูปภาพ หรือพอดแคสต์ รายได้ของกลุ่มนี้มักมาจากการผลิตคอนเทนต์โดยตรง เช่น งานโปรโมตสินค้า รายได้จากโฆษณา หรือค่าสมาชิก
จุดแข็งสำคัญของ Content Creators คือความสามารถในการสร้างสรรค์เนื้อหาอย่างต่อเนื่องและมีเอกลักษณ์ เช่น YouTuber ที่รีวิวสินค้าเกี่ยวกับบ้านทุกสัปดาห์ หรือบล็อกเกอร์ที่นำเสนอคอนเทนต์ด้านสัตว์เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ ความโดดเด่นของกลุ่มนี้จึงอยู่ที่ “คุณภาพของเนื้อหา” เป็นหลัก
2.Influencers
คือผู้ที่โพสต์คอนเทนต์บน Social Media อย่างต่อเนื่องเช่นกัน แต่เนื้อหามักสะท้อนวิถีชีวิต ความสนใจ หรือมุมมองส่วนตัว รายได้ของกลุ่มนี้ผูกกับชื่อเสียงและฐานผู้ติดตาม โดยใช้ความน่าเชื่อถือและอิทธิพลที่มีต่อผู้ชมในการโปรโมตสินค้าและบริการของแบรนด์
จุดแข็งของ Influencers อยู่ที่ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับผู้ติดตาม เช่น TikToker ที่มีผู้ติดตามหลักแสนจากการแชร์ไลฟ์สไตล์ หรือ Celebrity ที่มีฐานแฟนคลับแข็งแรง
แม้ในปัจจุบันคำว่า Content Creator และ Influencer มักถูกใช้แทนกัน เนื่องจากเส้นแบ่งระหว่างสองกลุ่มนี้เริ่มเลือนราง Content Creator หลายคนพัฒนาตัวเองจนกลายเป็น Influencer ที่มีอิทธิพล ขณะเดียวกัน Influencer จำนวนมากก็ยกระดับคุณภาพคอนเทนต์ของตนเอง
อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างพื้นฐานยังคงอยู่ โดย Content Creators เน้นที่ “เนื้อหา” ขณะที่ Influencers เน้นที่ “อิทธิพล” ต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค
3.Commerce Creators
ผู้ที่ผลิตคอนเทนต์บน Social Media อย่างสม่ำเสมอ แต่มีเป้าหมายชัดเจนในการ “ขายสินค้า” กลุ่มนี้มีทักษะการนำเสนอและการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อสูง มักเชี่ยวชาญในสินค้าเฉพาะประเภท และสร้างรายได้จากค่านายหน้า หรือเปอร์เซ็นต์จากยอดขายที่เกิดขึ้น
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Live Seller ที่ถ่ายทอดสดขายสินค้าบน TikTok Shop หรือ Facebook Live โดยใช้เทคนิคการขายเพื่อเร่งการตัดสินใจซื้อแบบเรียลไทม์ รวมถึง Affiliate Marketer ที่รีวิวสินค้าและสร้างยอดขายผ่านลิงก์พันธมิตร
ทั้งสามกลุ่มนี้อาจทำงานอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน แต่ความแตกต่างใน “วิธีสร้างคุณค่า” และ “โครงสร้างรายได้” ทำให้บทบาทของแต่ละกลุ่มในระบบเศรษฐกิจครีเอเตอร์มีความเฉพาะตัว และเปิดพื้นที่ให้เกิดกลยุทธ์ทางธุรกิจที่หลากหลายมากกว่าที่เห็น