ศุภจี สุธรรมพันธุ์

ในงานสัมมนา “Mission to Win for The Game Changer : ภารกิจพิชิตชัย แก้เกมไว คว้าแต้มต่อการค้าโลก” ซึ่งจัดโดยกระทรวงพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Mission to Win for The Game Changer” เพื่อถ่ายทอดมุมมองและทิศทางการขับเคลื่อนการค้าไทยท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

ภายในปาฐกถา ศุภจี ชี้ให้เห็นว่า การค้าขายในโลกยุคปัจจุบันกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและซับซ้อนกว่าที่เคย ทั้งจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก การปรับโครงสร้างอำนาจทางการค้า ไปจนถึงกติกาใหม่ที่ไม่ได้ยึดโยงอยู่กับระบบเดิมซึ่งมีเพียงสองขั้วอีกต่อไป

 

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัวในระดับต่ำ โดยมีอัตราการเติบโตไม่ถึง 2% ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค หรือประเทศอื่นๆ ที่มีเศรษฐกิจคล้ายกัน ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แม้จะมีความพยายามเร่งเครื่องในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีแล้วก็ตาม

 

ซึ่งอัตราการเติบโตเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างต่อเนื่องในปี 2569

 

ศุภจีมองว่าความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ส่วนหนึ่งมาจากการส่งออก ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย

ในปี 2568 ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตด้านการส่งออกประมาณ 12% โดยการเติบโตดังกล่าวมาจากการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย และมีสัดส่วนการส่งออกคิดเป็นราว 10% ของ GDP ประเทศ การเร่งส่งออกนี้เกิดจากความกังวลของภาคธุรกิจต่อความเสี่ยงด้านมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff)

ส่วนปี 2569 ฐานการส่งออกจะอยู่ที่ศูนย์ หรือติดลบหนึ่ง และหากเกิดความไม่แน่นอนมากกว่าที่เป็นอยู่ อัตราการส่งออกไทยจะมีตัวเลขติดลบที่เพิ่มขึ้น

สิ่งที่ทำให้การส่งออกเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากการบริโภคในประเทศไม่ได้สูง

 

เมื่อมองไปที่การลงทุนในประเทศไทย ยังคงถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีโอกาส โดยในปีที่ผ่านมา มีโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 1.33 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ถึง 980,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขในระดับสูง

 

แต่สิ่งที่สำคัญคือการทำอย่างไรที่จะเปลี่ยนคำขอการลงทุนให้เกิดเป็นเม็ดเงินลงทุนจริง ซึ่งรัฐบาลพร้อมเร่งอำนวยความสะดวกด้านใบอนุญาต (Fast Pass) กฎระเบียบ และเรื่องอื่นๆ โดยในปีนี้ได้ตั้งเป้าผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงภายในประเทศไม่ต่ำกว่า 480,000 ล้านบาท

 

การลงทุนที่ว่านี้ยังต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ผ่านการใช้สอยอย่างประหยัดและแม่นยำ เนื่องจากงบประมาณภาครัฐมีข้อจำกัด จากการงบประมาณประเทศขาดดุลอย่างต่อเนื่อง เช่น ปี 2568 คาดการณ์ว่ารัฐหารายได้ได้ 3 ล้านล้านบาท แต่มีรายจ่าย 4 ล้านล้านบาท ขาดดุล 1 ล้านล้านบาท

 

การหาโอกาสจากความท้าทายด้านเศรษฐกิจไทย จึงต้องมาจากการค้า ซึ่งในปัจจุบันบริบทการค้าโลกได้เปลี่ยนจากโลกสองขั้วไปสู่โลกหลายขั้ว (Multipolar World) และเกิดการเปลี่ยนบริบทโลกสู่การจับมือกันมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศขนาดกลางต้องจับมือกัน

แต่สิ่งที่สามารถสร้างโอกาสให้กับไทยคือ โลกมองว่า “เอเชียคือโอกาสที่อยากจับมือด้วย” และไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่นานาชาติต้องการสร้างความร่วมมือมากขึ้น

 

ทำให้ไทยต้องวางตำแหน่งของตนเองอย่างรอบคอบ และเข้าไปอยู่ในการเจรจาของโลกให้สำเร็จ เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับการค้าขายกับไทย

ไทยไม่ได้เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มีข้อเสียเปรียบด้านประชากร ประเทศมีประชากรประมาณ 60 ล้านคน ลดลงทุกปี และมีประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น

 

สิ่งที่ทำให้ไทยสามารถขับเคลื่อนตัวเองให้ยืนได้อย่างแข็งแกร่งในเวทีโลก คือการจับมือ

 

ในระดับภูมิภาค ไทยต้องยึดโยงกับอาเซียนให้เข้มแข็ง เนื่องจากอาเซียนมีประชากรถึง 600 ล้านคน มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าประเทศไทย ซึ่งหากไทยเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียนได้อย่างเข้มแข็ง จะสามารถใช้พลังของอาเซียนต่อรองกับโลกได้

แต่สิ่งสำคัญคือจะอยู่อย่างไรในอาเซียนให้มีอัตลักษณ์และจุดเด่นที่มากพอ โดยใช้ภูมิศาสตร์ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของอาเซียน และจุดเด่นต่างๆ ที่มีอยู่ เพื่อผลักดันประเทศไทยให้ก้าวไปอยู่ข้างหน้า

 

เช่น ในปี 2568–2569 ไทยเป็นประธานการเจรจาด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน ผ่านการผลักดันกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัล ASEAN Digital Economy Framework Agreement (DEFA) เพื่อยกระดับการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในยุคดิจิทัลของอาเซียน จาก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030

 

โดยเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน เป็นความร่วมมือในการใช้กฎระเบียบเดียวกัน สามารถแลกเปลี่ยนสกิล ทักษะ และองค์ความรู้ด้านดิจิทัลร่วมกัน รวมถึงศักยภาพการเชื่อมต่ออย่างไร้พรมแดน ซึ่งจะเป็นรีเจียนแรกในโลกที่รวมตัวกันและดำเนินการในเรื่อง Digital Economy Framework

 

และศุภจีมีมุมมองว่า สิ่งที่ไทยต้องทำคือการพาตัวเองไปอยู่ด้านหน้าของเศรษฐกิจดิจิทัล ด้วยการปรับตัวในการนำเทคโนโลยีมาใช้ด้านทรัพยากรมนุษย์ ทั้งการอัปสกิลและรีสกิล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจ เพราะโลกเปลี่ยนไป และหากไทยยังทำเหมือนเดิม จะไม่สามารถก้าวข้ามความท้าทายได้

About The Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *