ในวันนี้เราได้เห็นการแข่งขันในตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากในกลุ่มพรีเมียมที่เพิ่มขึ้น ผ่านการสื่อสาร การเปิดตัวด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เข้ามาเชิญชวนให้ผู้บริโภคหันมาใช้สินค้าของแบรนด์ตัวเองให้มากที่สุด
ซึ่งการแข่งขันในตลาดเซ็กเมนต์พรีเมียมเป็นการแข่งขันที่แบรนด์ต่างมองเห็นโอกาสจาก
1.ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก 18,500 ล้านบาท เป็นตลาดที่มีการเติบโตมากถึง 6% จากปีที่ผ่านมา การเติบโตนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากเซ็กเมนต์พรีเมียม ที่มีมูลค่า 4,000 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 10%
2.เทรนด์ Premiumization ผลักดันให้ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองหาผลิตภัณฑ์เพื่อดูแลทำความสะอาดช่องปาก แต่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่ยกระดับคุณภาพชีวิต (Quality of Life) และยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง
3.ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองเพื่อป้องกันมากกว่าการรักษา ยอมลงทุนกับยาสีฟันหรือผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูง แต่ช่วยป้องกันปัญหาฟันผุ เสียวฟัน หรือโรคเหงือกในระยะยาว เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการไปพบทันตแพทย์ที่สูงกว่า
4.แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากต่างนำเสนอนวัตกรรมของสินค้าเข้ามาตอบโจทย์ Pain Point ของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง
5.โซเชียลมีเดียและ Brand Ambassador มีอิทธิพลช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้การดูแลช่องปากดูเป็นเรื่องไลฟ์สไตล์ที่ไม่ควรมองข้ามในการให้ความสำคัญ
สำหรับในตลาดเซ็กเมนต์พรีเมียม เดนทิสเต้ถือเป็นแบรนด์ที่มีความเคลื่อนไหวในตลาด ที่มาพร้อมกับรายได้ที่เติบโต 20% อย่างต่อเนื่อง
โดยในปีที่ผ่านมา เดนทิสเต้มีส่วนแบ่งตลาด 30% ในตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากกลุ่มพรีเมียมทั้งหมด
ส่วนในปี 2569 เดนทิสเต้ยังคงเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างการเติบโตพร้อมกับครองใจผู้บริโภคไทยและอาเซียน ผ่านกลยุทธ์การตลาด 3 ประการ ประกอบด้วย
1.มุ่งเน้นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากตอบโจทย์ผู้บริโภค
เดนทิสเต้ชี้ว่า อินไซต์ผู้บริโภคไทยที่ให้ความสำคัญกับ “สุขภาพเชิงป้องกัน” (Proactive Wellness) มากขึ้น ไม่ใช่แค่ฟันขาว แต่มองว่าการดูแลสุขภาพช่องปากเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ในปีนี้ เดนทิสเต้จึงมุ่งเน้นกลยุทธ์การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก เช่น
ยาสีฟัน “เดนทิสเต้ พรีเมียม แคร์ 2026” นวัตกรรมยาสีฟัน 10 in 1 หลอดสีทอง ที่ดูแลครบจบปัญหาเหงือกและฟันในหลอดเดียว ผสมผสาน Postbiotics กับ Zinc & CPC และสมุนไพรพรีเมียมกว่า 14 ชนิด ช่วยลดปัญหาในช่องปาก เช่น เลือดออกตามไรฟัน แผลในปาก เหงือกอักเสบ พร้อมปรับสมดุลและยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้ถึง 12 ชั่วโมง ซึ่งจะยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดูแลช่องปากอย่างเข้มข้นนานถึง 12 ชั่วโมง และป้องกันฟันผุด้วย Sodium Fluoride 1100 ppm
และเดนทิสเต้ พรีเมียม เม้าท์สเปรย์ เอ็กซ์ตร้า เฟรช สูตรเข้มข้น เพื่อช่วยให้ลมหายใจหอมสดชื่นยาวนาน และช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียในช่องปากระหว่างวัน เพื่อเสริมความมั่นใจในทุกวัน เป็นต้น
2.รุกตลาดอาเซียน 3 ประเทศ
เดนทิสเต้วางกลยุทธ์รุกตลาดอาเซียนในปี 2569 ใน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ โดยทั้งสามประเทศเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์คุณภาพพรีเมียมจากแบรนด์ที่เชื่อถือได้ และมีความชื่นชอบศิลปินระดับซูเปอร์สตาร์
3.สื่อสารผ่านแบรนด์แอมบาสเดอร์ ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล เป็นปีที่ 4
ในปีนี้ เดนทิสเต้จึงมุ่งสานต่อความร่วมมือระยะยาวกับลิซ่าเป็นปีที่ 4 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “4 Years of Trust, One Confident Smile” 4 ปีแห่งความเชื่อมั่น กับหนึ่งรอยยิ้มมั่นใจ ที่มุ่งถ่ายทอดถึง 4 ปีแห่งความมั่นใจในการใช้ผลิตภัณฑ์เดนทิสเต้ของลิซ่า ซึ่งยังคงใช้อย่างต่อเนื่อง พร้อมแชร์ประสบการณ์การดูแลสุขภาพช่องปาก และสื่อสาร “Confident Smile” รอยยิ้มอย่างมั่นใจของลิซ่าไปสู่ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มองหาผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปาก และส่งเสริมให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพช่องปาก ด้วยการทดลองใช้เดนทิสเต้ในวงกว้าง
โดยลิซ่าจะเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเดนทิสเต้ใน 3 ประเทศ คือ ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนผ่าน “Confident Smile” รอยยิ้มอย่างมั่นใจแบบลิซ่า สร้างการจดจำแบรนด์ในกลุ่มผู้บริโภค Gen Y และ Gen Z และส่งเสริมให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพช่องปากด้วยการทดลองใช้เดนทิสเต้ในวงกว้าง
อย่างไรก็ดี การรุกตลาดด้วย “สูตรพรีเมียมแคร์ 2026” และพลังของลิซ่าในครั้งนี้ จะช่วยให้เดนทิสเต้ขยายส่วนแบ่งในตลาด 18,500 ล้านบาทได้มากขนาดไหน แต่ที่แน่ๆ วันนี้เดนทิสเต้ได้เปลี่ยนภาพลักษณ์การแปรงฟันจากการดูแลความสะอาดแบบเดิมๆ ให้กลายเป็นการลงทุนเพื่อ “รอยยิ้มที่มั่นใจ” ไปเรียบร้อยแล้ว