เคยสงสัยไหม ว่าทำไมเราถึงเห็นชื่อ “Triumph” อยู่บนถังน้ำมันรถมอเตอร์ไซค์เท่ๆ และอยู่บนป้ายโฆษณาชุดชั้นในสตรีไปพร้อมๆ กัน หรือทำไมเราสามารถจิบกาแฟ “Amazon” ในปั๊มน้ำมัน โดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับยักษ์ใหญ่ E-commerce จากอเมริกาเลยแม้แต่น้อย
แบรนด์เหล่านี้มีชื่อเรียก(ที่อาจจะเรียกสั้น) เหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน อ่านออกเสียงเหมือนกัน แต่ทำไมถึงตั้งได้ มีเหตุผลสำคัญรองรับดังนี้
1.การจดทะเบียนตาม “จำพวกสินค้า” (Trademark Classification)
หัวใจสำคัญที่ทำให้แบรนด์ชื่อซ้ำกันได้ คือกฎหมายเครื่องหมายการค้าจะคุ้มครองตาม หมวดหมู่ธุรกิจ หากธุรกิจอยู่คนละสายงานกันอย่างชัดเจน และไม่ทำให้ผู้บริโภคสับสน ก็สามารถใช้ชื่อเดียวกันได้
2.บริบททางภูมิศาสตร์และแหล่งกำเนิด (Geography)
หลายแบรนด์ถือกำเนิดขึ้นในประเทศที่ต่างกันในช่วงเวลาที่โลกยังไม่เชื่อมต่อกันด้วยอินเทอร์เน็ต ทำให้เกิดการตั้งชื่อที่บังเอิญใจตรงกัน โดยใช้ “คำสามัญ” ที่มีความหมายดีมาตั้งเป็นชื่อแบรนด์
3.การใช้ “คำสามัญ” ที่สื่อความหมายเชิงบวก
แบรนด์มักเลือกใช้คำที่มีความหมายในตัวเพื่อสร้างภาพลักษณ์
4.การสร้างตัวตนที่แตกต่างผ่าน “Visual Identity”
ถึงชื่อจะเหมือนกัน แต่แบรนด์เหล่านี้จะสร้าง ภาพจำ ที่ต่างกันสิ้นเชิงเพื่อป้องกันความสับสน
ในมุมนักการตลาดการที่แบรนด์ชื่อเหมือนกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญเสมอไป แต่อยู่ที่การวางกลยุทธ์ Market Positioning ให้ชัดเจน ตราบใดที่ กลุ่มเป้าหมาย และ ประเภทสินค้า แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด แบรนด์เหล่านั้นก็สามารถเติบโตและครองใจผู้บริโภคในโลกที่ชื่อซ้ำกันได้โดยไม่เกิดปัญหาทางกฎหมาย
และนี่คือตัวอย่างแบรนด์ไทยที่เชื่อเหมือนแบรนด์โลก
