ในปี 2569 ภาคธุรกิจไทยก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยภายในประเทศและกระแสความผันผวนจากภายนอก โดยความท้าทายต่างๆ เหล่านี้ SCB EIC ได้วิเคราะห์ภาพรวมและประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อทิศทางการเติบโตของธุรกิจไทยในระยะกลางที่ภาคธุรกิจต้องเตรียมรับมือกับแรงกดดันดังนี้
5 ความท้าทายที่ต้องจับตามองในปี 2569
- ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก ผลกระทบจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายภาษีของสหรัฐฯ กำลังกดดันทั้งรายได้และ Margin ของธุรกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาตลาดส่งออกสูงอย่าง อิเล็กทรอนิกส์ ถุงมือยาง และสิ่งทอ ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นคู่ค้าหลัก นอกจากนี้อุตสาหกรรมยานยนต์ยังถูกท้าทายจากคู่แข่งในกลุ่ม USMCA ขณะที่ภาคบริการอย่างโลจิสติกส์และโรงแรมก็ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากความไม่แน่นอนของการลงทุนโลก
- ความเปราะบางของกำลังซื้อภาคครัวเรือน ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ทรงตัวในระดับสูงทำให้กำลังซื้อฟื้นตัวช้า ส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจที่พึ่งพาสินเชื่อเพื่อการบริโภค เช่น อสังหาริมทรัพย์และยานยนต์ ซึ่งผู้ประกอบการต้องระมัดระวังในการเปิดตัวโครงการใหม่ อย่างไรก็ตาม กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น (Grocery) และบริการด้านคมนาคมยังคงเห็นการขยายตัวได้ต่อเนื่องจากกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่
- ความไม่แน่นอนทางการเมืองและนโยบายรัฐ ภายหลังการยุบสภาในเดือนธันวาคม 2568 ความไม่แน่นอนทางการเมืองส่งผลต่อการจัดทำงบประมาณปี 2570 หากมีความล่าช้าจะกระทบต่อธุรกิจที่พึ่งพาการลงทุนภาครัฐ เช่น โครงสร้างพื้นฐานและก่อสร้าง นอกจากนี้ระดับหนี้สาธารณะที่อาจแตะ 70% ยังเป็นข้อจำกัดในการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการอุดหนุนอุตสาหกรรมในอนาคต
- ภาวะการแข่งขันที่เข้มข้น ธุรกิจไทยเผชิญการแข่งขันทั้งจากในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการทะลักเข้ามาของสินค้านำเข้าจากจีนในกลุ่มเหล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งกดดันให้ภาคการผลิตไทยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำ แม้ผู้ประกอบการรายใหญ่จะยังแข็งแกร่งแต่เริ่มเห็นอัตรากำไรที่ลดลง ขณะที่ SMEs มีความเปราะบางและสูญเสียส่วนแบ่งรายได้มากขึ้น
- การเปลี่ยนแปลงของ Mega Trends แรงกดดันจากสังคมสูงวัย การพัฒนาเทคโนโลยีที่รวดเร็ว (Technology Disruption) และเป้าหมาย Net Zero ของไทยที่ขยับเร็วขึ้นเป็นปี 2593 กลายเป็นตัวแปรสำคัญ ธุรกิจที่ไม่ปรับตัวตามกระแสความยั่งยืนหรือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็น Sunset Segment ในทางตรงกันข้าม ธุรกิจที่ปรับตัวได้จะพบโอกาสใหม่ในกลุ่มเกษตรสมัยใหม่ อาหารแห่งอนาคต และธุรกิจพลังงานหมุนเวียน
กลยุทธ์ “READY”: ทางรอดของผู้ประกอบการไทยในปี 2569
เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว SCB EIC ได้นำเสนอกลยุทธ์ READY ให้กับผู้ประกอบการไทย ดังนี้
R – Repositioning: การยกระดับความสามารถในการแข่งขันผ่านการสร้างมูลค่าเพิ่มให้นวัตกรรมและสินค้า กระจายตลาดไปสู่แหล่งใหม่เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียว และปรับกระบวนการทำงานให้เป็นแบบ Agile และ Lean เพื่อความยืดหยุ่นและลดความสูญเสีย
E – ESG Principle: การวาง Roadmap ด้านความยั่งยืนที่ชัดเจน ผนวกเข้ากับกลยุทธ์องค์กร และปรับตัวสู่ Circular Economy เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้า Gen Z และตลาดต่างประเทศที่มีมาตรการกีดกันการค้าด้านคาร์บอนที่เข้มงวด เช่น ตลาดสหภาพยุโรป (EU)
A – Alliance: การสร้างพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มอำนาจต่อรอง โดยเฉพาะ SMEs ควรจับกลุ่มเป็นคลัสเตอร์หรือร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และการตลาดร่วมกัน
D – Digitalization: ลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI และ Automation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และใช้ประโยชน์จาก Omni-channel และข้อมูลเชิงลึก (Data Insight) เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าแบบรายบุคคล (Personalization)
Y – Youthfulness: สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่คล่องตัวแบบคนรุ่นใหม่ เปิดรับความคิดสร้างสรรค์ และเร่งแผน Reskill/Upskill พนักงานให้เท่าทันเทคโนโลยี รวมถึงการมองหาโอกาสในการกระจายรายได้ไปยังธุรกิจใหม่ๆ (Diversify)
อย่างไรก็ดีในระหว่างที่ภาคธุรกิจเร่งปรับตัว ภาครัฐต้องดำเนินมาตรการเชิงรุกควบคู่กันไป ในระยะสั้นควรสร้างความเชื่อมั่นผ่านนโยบายที่ชัดเจน สนับสนุนสภาพคล่องและปรับโครงสร้างหนี้ให้ SMEs สำหรับระยะยาวควรมุ่งเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโลจิสติกส์ รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้อุตสาหกรรมดั้งเดิมสามารถพลิกฟื้นและเติบโตในเศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างเข้มแข็ง