ลูกน้อยของฉันต้องกินดีอยู่ดี ตลาดสัตว์เลี้ยงจึงเติบโต - 1

เพราะฉันรักเหมือนลูก และลูกของฉันต้องกินดีอยู่ดี เทรนด์ Pet Humanization จึงเติบโตต่อเนื่องทุกปี ซึ่งการเติบโตนี้ส่วนหนึ่งมาจาก

 

1.การเพิ่มขึ้นของ SINK and DINK โดยคำว่า SINK มาจาก: Single Income No Kid หรือคนโสดที่มีรายได้ และ DINK มาจาก Double Income No Kid หรือคู่แต่งงานที่มีรายได้และไม่มีลูก ที่ส่งเสริมให้มองสัตว์เลี้ยงเป็นเหมือนลูก

 

2.การเพิ่มขึ้นของสังคมสูงวัย ที่มีรายได้ และพวกเขานิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงแก้เหงา เปรียบเหมือนสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว

 

3.ปรากฏการณ์ Pet Celebrity และ Petfluencer เจ้าของสัตว์เลี้ยงบางกลุ่มนิยมโชว์ความน่ารัก และเล่าเรื่องราวในแบบฉบับของตัวเองลงบนโซเชียล เพื่อเข้าถึงผู้ที่มีความชอบเดียวกัน และสามารถต่อยอดไปสู่รายได้ต่างๆ ได้ในอนาคต

 

โดยกลุ่ม Pet Humanization เป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายกับสัตว์เลี้ยงสูงในแต่ละปี อ้างอิงข้อมูลจาก ttb analytic พบว่า ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงของกลุ่ม Pet Humanization ในปี 2568 มีการเติบโตมากถึง 22.9% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่า 50,500 บาทต่อตัวต่อปี ซึ่งเป็นมูลค่าที่สูงกว่าการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงทั่วไป ที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อตัวต่อปีที่ 7,910 บาท ถึง 6 เท่า

 

โดยกลุ่ม Pet Humanization มีสัดส่วนใช้จ่ายให้กับสัตว์เลี้ยงดังนี้

ค่าอาหาร สัดส่วน 49% จากความต้องการมอบคุณค่าและโภชนาการที่ดี เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงและมีชีวิตที่ยืนยาว พร้อมกับการลดค่าใช้จ่ายในการรักษาในอนาคตลง

ค่ารักษาสุขภาพ สัดส่วน 26%

ค่าอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง สัดส่วน 14% จากการเปลี่ยนอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อสัตว์เลี้ยงในความถี่ที่สูง และซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับสัตว์เลี้ยงอยู่เสมอ

ค่ารับบริการ สัดส่วน 11% เช่น บริการดูแลทำความสะอาด ตัดขน เสริมความงาม และสปา

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้มูลค่าในตลาดสัตว์เลี้ยงเติบโตเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี ดังนี้

ปี 2565 มูลค่า 58,000 ล้านบาท

ปี 2566 มูลค่า 74,000 ล้านบาท

ปี 2567 มูลค่า 81,000 ล้านบาท

คาดการณ์ปี 2568 มูลค่า 92,000 ล้านบาท

คาดการณ์ปี 2569 มูลค่า 101,000 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ ในมุมของ Pet Humanization ยังขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่อยู่รายรอบสัตว์เลี้ยงให้เติบโต เช่น ร้านอาหาร คาเฟ่ ศูนย์การค้า โรงแรม ที่พัก ที่สร้างแรงดึงดูดลูกค้ากลุ่มนี้ด้วยการวางตัวเองเป็น Pet Friendly เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่นิยมพาสัตว์เลี้ยงออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านร่วมกัน เสมือนเป็นเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัวอีกคนหนึ่ง

 

เพราะสัตว์เลี้ยงในวันนี้ไม่ได้เป็นสัตว์เลี้ยงเหมือนในอดีต แต่เป็นลูกๆ หลานๆ น้องๆ ที่เรารักจนหมดหัวใจ

 

 

About The Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *