2568 BAD Year ของประเทศไทย - 1

ปี 2568 ถือเป็นปีที่คนไทยหลายคนมองว่าเป็นปีที่ไม่ดีนักของประเทศไทย ยืนยันได้จากการสำรวจ “What Worries Thailand? H2 2025” (ความกังวลของคนไทยในครึ่งปีหลัง 2568) ของ อิปซอสส์ บริษัทวิจัยตลาดและสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภค ที่พบว่า


74% ของคนไทยคิดว่าปี 2568 เป็นปีที่ไม่ดีสำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 9 จุดด้วยกัน


แม้คนไทยจะมองปี 2568 เป็นปีที่ไม่ดีของประเทศไทย แต่ในผลสำรวจกลับพบว่า 57% ของคนไทยมองปี 2568 สำหรับครอบครัวเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ลดลง 2 จุดจากปีที่ผ่านมา

ซึ่งในผลสำรวจนี้ พิมพ์ทัย สุวรรณศุข ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ บริษัท ยิปซอสส์ จำกัด ยังได้ชี้ให้เห็นถึงมุมมองและทัศนคติของคนไทยเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจดังนี้

มุมมองด้านเศรษฐกิจ

ในปี 2568 ยังคงเป็นปีที่คนไทยมากถึง 76% เชื่อว่าเศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะถดถอย ซึ่งเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 4 จุดด้วยกัน
58% มองว่าเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังคงย่ำแย่
57% เชื่อว่าภาวะเงินเฟ้อจะใช้เวลามากกว่าหนึ่งปี หรือไม่มีทางเป็นไปได้ที่อัตราเงินเฟ้อจะกลับมาอยู่ในภาวะปกติเท่าเดิม จากปัญหาในประเทศที่จมดิ่งไปอย่างต่อเนื่อง และปัญหาต่างๆ เหล่านี้เป็นปัญหารอบด้าน ทำให้ต้องปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ขณะที่ 19% ยังเชื่อว่าเงินเฟ้อจะกลับสู่ภาวะปกติได้ภายในปีหน้า

มุมมองด้านการใช้จ่าย

ด้วยมุมมองด้านเศรษฐกิจที่กล่าวมา ส่งผลให้ผู้บริโภคยังมีความระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย จากความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเงินส่วนบุคคลยังคงมีความซับซ้อนและเปราะบาง
โดย 52% รู้สึกไม่มั่นใจที่จะซื้อสินค้าราคาสูง เช่น บ้าน รถยนต์ ที่ต้องใช้เงินมาก เป็นอัตราที่เพิ่มขึ้น 4 จุดจากปีที่ผ่านมา
40% ชะลอการซื้อสินค้าในครัวเรือนที่ไม่จำเป็นออกไปก่อน และใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น เช่น จากเดิมล้างห้องน้ำต้องใช้น้ำยาล้างห้องน้ำเฉพาะส่วน เปลี่ยนเป็นน้ำยาล้างห้องน้ำขวดเดียวใช้ครอบคลุมทั้งหมด

ซึ่งในมุมของภาระใช้จ่ายในครัวเรือน ถ้ามองไปอีก 6 เดือนข้างหน้า พวกเขามองว่าค่าใช้จ่ายในประเภทต่างๆ ที่คาดการณ์จะปรับตัวสูงขึ้นมีดังนี้
57% ค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าแก๊ส ค่าไฟฟ้า
56% ค่าใช้จ่ายซื้ออาหาร
55% ค่าเชื้อเพลิงรถยนต์ เช่น น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน
51% ค่าซื้อของใช้ในครัวเรือนอื่นๆ
35% ค่าใช้จ่ายในการออกสังคม-สังสรรค์
30% ค่าจำนอง/ค่าเช่าบ้าน
29% ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการสมัครสมาชิก (Netflix, ค่าสมาชิกฟิตเนส เป็นต้น)

มุมมองด้านการงาน

จากการสำรวจพบว่า คนไทย 41% มีความมั่นใจน้อยลงเกี่ยวกับความมั่นคงในการงานของตัวเอง ครอบครัว และบุคคลใกล้ชิด เนื่องจากข่าวต่างๆ ที่สื่อถึงองค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลกและไทยมีการเลย์ออฟพนักงานอย่างต่อเนื่อง เช่น เคแบงก์ที่เลย์ออฟพนักงานตั้งแต่อายุ 45 ปี และการปิดโรงงานในไทยเพื่อย้ายฐานการผลิตไปในประเทศอื่นๆ ที่ส่งผลให้คนไทย 26% มีความคิดว่าตัวเอง บุคคลในครอบครัว และใกล้ชิดอาจจะเผชิญกับภาวะตกงานในอีก 6 เดือนข้างหน้า
และ 51% มีคนรู้จักถูกเลย์ออฟจากงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
โดยสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลกระทบให้คนไทย 48% มีความมั่นใจน้อยลงเกี่ยวกับความสามารถในการลงทุนเพื่ออนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเกษียณอายุ หรือเพื่อการศึกษาของบุตรหลาน

มุมมองด้านความกังวล

สถานการณ์หลายๆ อย่างรุมเร้า ทำให้คนไทยมีความกังวลหลากด้าน ที่มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการครองชีพ
ซึ่งความกังวลนี้ จากข้อมูลของยิปซอสส์พบว่าในช่วงเดือนพฤศจิกายน คนไทยมีความกังวล 5 อันดับแรก ได้แก่

  • การทุจริตทางการเงินและการเมือง (Financial/Political Corruption) 49% เป็นความกังวลที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากความไม่แน่นอนทางการเมือง จากสายตาของผู้บริโภคมองว่าทุกอย่างยังไม่ถูกแก้ไข

  • ความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางสังคม (Poverty & Social Inequality) 36% เป็นความกังวลที่ลดลงจากที่ผ่านมา จากการเปลี่ยนรัฐบาลที่คนไทยมองว่าน่าจะมีโครงการใหม่ๆ ออกมาช่วยเหลือความยากจน เศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ

  • ความขัดแย้งทางทหารระหว่างประเทศ (Military Conflict Between Nations) 29%

  • อาชญากรรมและความรุนแรง (Crime & Violence) 27% เพิ่มขึ้นจาก 21% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ ที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงให้กับผู้คนจำนวนมาก และทำให้คนไทยมองว่าอยู่ยากขึ้น

  • ภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) 25%

โดยเป็นความกังวลที่แตกต่างจากคนทั่วโลกที่กังวลเกี่ยวกับปัญหาอาชญากรรม และเงินเฟ้อ เป็นสองอันดับแรก


ส่วนหนึ่งมาจาก

77% คนไทยมองว่าโลกอยู่ยากขึ้นปีที่ผ่านมา
88% รู้สึกถึงภัยคุกคามจากการถูกแฮ็กเพื่อวัตถุประสงค์ในการฉ้อโกงหรือการจารกรรม
87% รู้สึกถึงภัยคุกคามจากการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนโดยเจตนา
76% กังวลเรื่องการถูกละเมิดความปลอดภัยส่วนบุคคล

อย่างไรก็ดี ถ้ามองไปยังอนาคต พิมพ์ทัยมองว่าในปี 2569 คนไทยจะมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อเรื่องเศรษฐกิจถดถอย และระมัดระวังการใช้จ่าย
และเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคในภูมิทัศน์ที่หลากหลาย ธุรกิจต้องหาความสมดุลเชิงกลยุทธ์ แบรนด์ที่สามารถผสานรวมคุณค่าดั้งเดิมเข้ากับความก้าวหน้าใหม่ๆ เข้าด้วยกัน จะช่วยเข้าถึงและสร้างความผูกพันกับผู้บริโภคไทยอย่างแท้จริง และมีประสิทธิภาพสูงสุด

About The Author

Leave a Reply

Discover more from Talk About Market

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading