ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคซับซ้อนกว่าสมัยก่อน การ “เห็นโฆษณา” ไม่ได้แปลว่าจะ “ซื้อ” และการ “ซื้อแล้ว” ก็ไม่ได้หมายความว่าจะ “กลับมาซื้อซ้ำ” แบรนด์จึงต้องมีกลยุทธ์ที่เข้าใจเส้นทางของลูกค้าทั้งหมด ไม่ใช่แค่จุดใดจุดหนึ่ง
สิ่งนี้คือที่มาของ Marketing Funnel โมเดลคลาสสิกของวงการการตลาดที่ถูกใช้มานานหลายทศวรรษ และยังคงสำคัญอย่างยิ่งในยุคดิจิทัล เพราะช่วยให้แบรนด์เห็นภาพว่า “ลูกค้าไหลผ่านขั้นตอนไหน” และ “ควรทำอะไรให้คนซื้อได้จริง”
โดย Marketing Funnel จะประกอบด้วย
1.Awareness (การรับรู้) – ทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักแบรนด์หรือสินค้า ซี่งการรู้จักนี้ อาจมาจากโฆษณา โซเชียลมีเดีย การบอกต่อ และอื่นๆ
โดยแนวทางการสื่อสารที่นิยมนำมาใช้ เช่น
-การทำคลิปวิดีโอสั้น
-การสร้างไวรัล
-การใช้ Influencer Marketing
-การใช้สื่อโฆษณา อย่าง OOH, โฆษณาดิจิทัล
-การทำ SEO เป็นต้น
2.Interest (ความสนใจ) – ผู้บริโภคที่เริ่มสนใจและหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ เช่น เข้าเว็บไซต์ อ่านรีวิว ดูรายละเอียด
แบรนด์สามารถตอบโจทย์ในขั้นตอนนี้ได้ เช่น
-การรีวิว
-คอนเทนต์ให้ความรู้
-การทำเพจ หรือช่องทางที่ให้ลูกค้าสามารถหาตอบที่ต้องการได้
3.Consideration (การพิจารณา) – ผู้บริโภคกำลังเปรียบเทียบตัวเลือก ชั่งใจว่าจะซื้อหรือไม่ อาจเพิ่มสินค้าใส่ตะกร้า หรือติดต่อสอบถาม
โดยทริกสำคัญในช่วงนี้ เช่น
-การโปรโมชันเฉพาะกลุ่ม
-คอนเทนต์เปรียบเทียบ
4.Conversion/Purchase (การซื้อ) – การตัดสินใจซื้อจริง หรือกระทำตามเป้าหมายที่แบรนด์ได้วางไว้
กลยุทธ์ลดการสูญเสียลูกค้าที่เดินทางมาถึงขั้นตอนนี้ เช่น
-การมีช่องทางซื้อสินค้า และ Checkout เพื่อจ่ายเงินที่ง่าย ไม่ยุ่งยาก
-ช่องทางชำระเงินที่หลากหลาย Chat/AI Assistant
-การรับประกันสินค้า การคืนเงินง่าย
5.Loyalty/Retention (ความภักดี) – บางโมเดลจะเพิ่มขั้นตอนนี้ คือการทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำและแนะนำต่อ
สามารถรักษาลูกค้ากลุ่มนี้ได้ เช่น
-การมีระบบสมาชิก
-การสื่อสารผ่านคอนเทนต์เข้าถึงกลุ่มแฟนคลับสินค้า
-การทำ CRM , Marketing Automation
-การบริการหลังการขายที่ดี
เพราะในวันนี้เส้นทางการซื้อของลูกค้าไม่ได้เป็นเส้นตรงอีกต่อไป และ Marketing Funnel คือหนึ่งในกลยุทธ์การสร้างยอดขายได้ดีอีกทางหนึ่ง