“เทรนด์ผู้บริโภค” คือหนึ่งในเข็มทิศสำคัญที่ช่วยให้นักการตลาดมองเห็นทั้งโอกาสและแนวทางการปรับตัวของธุรกิจในภาพใหญ่ เพื่อใช้คาดการณ์ทิศทางตลาดและวางกลยุทธ์ให้สอดรับกับอนาคตอย่างน่าสนใจ
มินเทล (Mintel) เปิดเผยแนวโน้มผู้บริโภคทั่วโลกปี 2026 ผ่านรายงาน Mintel 2026 Global Consumer Predictions เพื่อสะท้อนทิศทางพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกได้อย่างน่าสนใจ
รายงาน Mintel 2026 Global Consumer Predictions นอกเหนือจะเปิดเผยถึงพฤติกรรมผู้บริโภคในปี 2026 ยังเป็นการสะท้อนทิศทางของผู้บริโภคที่จะเกิดขึ้นภายในปี 2030 และต่อเนื่องไปในอนาคต
โดยในรายงานนี้จากแมทธิว แครบบ์ ประธานฝ่ายเทรนด์ มินเทล ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) มินเทล พบแนวโน้มสำคัญของพฤติกรรมผู้บริโภค 3 ประการ ได้แก่
The New Young (คนรุ่นใหม่ในความหมายใหม่)
ในความพร่าเลือนของพฤติกรรมผู้บริโภคแต่ละช่วงอายุกำหนดให้เทรนด์ The New Young (คนรุ่นใหม่ในความหมายใหม่) ได้เกิดขึ้น เพื่อสื่อถึงการกำลังเข้าสู่ยุคที่ ‘ช่วงกลางชีวิต’ ขยายกว้างขึ้นและมีความยืดหยุ่นมากกว่าเดิม และไม่จำกัดด้วยความคาดหวังตามอายุอีกต่อไป
ภายในปี 2030 การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรจะเห็นได้อย่างชัดเจน และจะส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ตั้งแต่การศึกษา การวางแผนการเงิน ไปจนถึงรูปแบบการทำงาน
เนื่องจากผู้บริโภคในอนาคตจะไม่ได้แบ่งชีวิตเป็นช่วง ๆ อย่างชัดเจนอีกต่อไป แต่เป็นการดำเนินชีวิตที่ต่อเนื่องและปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา บนความเต็มใจใช้จ่าย มีพลังกับเวลาในการเพลิดเพลินกับประสบการณ์ในปัจจุบันมากขึ้น
อย่างเช่นผู้บริโภคอายุ 30-60 ปี มีพฤติกรรมเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง เช่นการย้ายประเทศ เปลี่ยนอาชีพ กลับเข้าสู่โลกของการออกเดต หรือทำตามความฝันที่เคยพักไว้”
สิ่งเหล่านี้ถือเป็นผลที่ไม่ดีกับแบรนด์ที่เน้นการเติมเต็มเฉพาะช่วงวัยหนุ่มสาวหรือรอให้ถึงวัยเกษียณ ที่จะพลาดโอกาสใหญ่ในกลุ่มผู้บริโภค “ช่วงกลางชีวิตที่ยืดออกไปจากเดิม”
ซึ่งแบรนด์สามารถตอบโจทย์เทรนด์นี้ได้ด้วยเครื่องมือ บริการ และเรื่องราวที่ทำให้การเริ่มต้นใหม่เป็นสิ่งที่จับต้องได้และน่าตื่นเต้น เช่น ตัวอย่างในเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ บาริสตาสูงวัยในเกาหลีใต้ อินฟลูเอนเซอร์ Lolo Drip อายุ 71 ปีในฟิลิปปินส์ และผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในประเทศไทยที่วางแผนรับสมัครพนักงานอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่า 400,000 คนภายในปี 2030 เป็นต้น
The Affection Deficit (ภาวะขาดความผูกพัน)
เมื่อความสัมพันธ์ในโลกออนไลน์เปลี่ยนไป ชีวิตออนไลน์ได้เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการเข้าสังคมของผู้บริโภค จนทำให้หลายคนรู้สึก “โดดเดี่ยว” และ “ขาดการเชื่อมโยงทางอารมณ์” มากขึ้น
มินเทลมองว่า ภายในปี 2030 ช่องว่างระหว่าง “การถูกเห็น” กับ “การถูกเข้าใจ” จะขยายกว้างขึ้น ขณะที่ “ความรัก” และ “ความเอาใจใส่” เริ่มถูกตีความในแง่ของ “ความคุ้มค่า” มากกว่าความรู้สึกจริง การสื่อสารออนไลน์ที่รวดเร็วและสะดวกจึงกลายเป็นทางเลือกแทนความสัมพันธ์ที่ต้องใช้เวลาและความพยายาม
เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกลายเป็นเชิงธุรกรรม แบรนด์จึงต้องขยับจากแค่ “การมองเห็น” หรือ “การมีส่วนร่วม” ไปสู่ “การสร้างสายสัมพันธ์ทางอารมณ์” และ “คุณค่าทางวัฒนธรรม” ผ่านการเป็นสื่อกลางของความเชื่อมโยงที่แท้จริง เพื่อรักษาความสัมพันธ์ในโลกจริงไว้ พร้อมลด “ต้นทุนของความผูกพัน” (affection cost) ให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
ผู้บริโภคยุคใหม่กำลังมองหาวิธีการแสดงความรักและความห่วงใยในรูปแบบที่กว้างขึ้น เช่น ความสัมพันธ์ที่เลือกเอง (Chosen Affection) การดูแลกันในชุมชน การเลี้ยงสัตว์เลี้ยง หรือการรักตนเอง ทั้งหมดนี้คือหนทางในการเติมเต็มความมั่นคงทางอารมณ์ นอกเหนือจากความสัมพันธ์แบบดั้งเดิม
ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หลายแบรนด์เริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อรองรับพฤติกรรมนี้ เช่น การพัฒนา Intergenerational Hubs ศูนย์สุขภาพ หรือแอปพลิเคชันที่ส่งเสริมการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ ในจีนและญี่ปุ่นมีแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ผู้สูงอายุมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมได้มากขึ้น ขณะที่ในอินเดีย แนวโน้มเรื่องการดูแลตนเองและสุขภาวะชุมชนเติบโตอย่างรวดเร็ว
เพราะ “ความต้องการในการดูแล” คือสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์ที่ไม่เคยหายไป เพียงแต่สังคมต้องปรับมุมมองใหม่ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น การดูแลกันจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงการดูแลผ่าน “อาหาร การบริโภค และประสบการณ์” เพื่อคงไว้ซึ่งแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์
Anti-Algorithm (ต่อต้านอัลกอริทึม)
อัลกอริทึม สิ่งที่เริ่มต้นจาก “เครื่องมือแนะนำ” ที่ถูกออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกและความชาญฉลาดในชีวิตประจำวัน กำลังกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคตั้งคำถามว่า อัลกอริทึมทำให้ชีวิตง่ายขึ้นจริง หรือกลับซับซ้อนกว่าเดิม?
ภายในปี 2030 มินเทลคาดว่า “The Dark Side of Optimization จะสร้างความไม่สมดุลระหว่าง “ความสะดวก” กับ “อำนาจในการตัดสินใจ” ผู้บริโภคจะเริ่มตั้งข้อสงสัยต่อเทคโนโลยีที่ขาดความโปร่งใส และหันมาปกป้องข้อมูลส่วนตัว รวมถึงอัตลักษณ์ทางดิจิทัลของตนเองมากขึ้น
ทำให้พวกเขาจะมองหาแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้ “เข้าใจ – แก้ไข – หรือมีส่วนร่วม” ในการสร้างอัลกอริทึมที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวัน กระแสนี้เริ่มเกิดขึ้นแล้วในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เช่น
แบรนด์ The Whole Truth ในประเทศอินเดีย ที่เคยถอนตัวออกจากโซเชียลมีเดียชั่วคราว เพื่อลด “ความเหนื่อยล้าอัลกอริทึม” (Algorithm Fatigue) ก่อนกลับมาด้วยกลยุทธ์ที่เน้น “การมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย”
แบรนด์ Meituan ในประเทศจีน ที่ปรับสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของอัลกอริทึมกับแนวปฏิบัติที่ให้ความสำคัญกับ “ความเป็นมนุษย์” มากขึ้น
เมื่อแบรนด์เรียนรู้ที่จะใช้ “พลังของอัลกอริทึม” เพื่อเสริมสร้าง ความเชื่อมโยงทางอารมณ์ที่แท้จริง แทนการไล่ตามกระแสเพียงอย่างเดียว พวกเขาจะสามารถสร้าง “ชัยชนะร่วมกัน” ระหว่างกระแสความนิยมระยะสั้นและความภักดีในระยะยาวได้ เพราะสุดท้าย “หัวใจและจิตใจ” ยังเป็นผู้ตัดสินว่าความสัมพันธ์ใดรู้สึกถูกต้อง ไม่ใช่แค่สิ่งที่ทำงานได้ตามระบบ