อุตสาหกรรมสีทาอาคารของไทยส่วนใหญ่กว่า 95% ของมูลค่าตลาด เป็นการใช้งานภายในประเทศ และเพียง 5% สำหรับการส่งออก ไปยังประเทศกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ปัจจัยหลักที่กำหนดความต้องการใช้สีทาอาคารคือการขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งโครงการที่อยู่อาศัย พื้นที่เชิงพาณิชย์ และความต้องการซ่อมแซมตกแต่งของภาคครัวเรือน
โดยแนวโน้มตลาดสีทาอาคาร ปี 2026 จากการคาดการณ์ของ SCB EIC พบว่าในปี 2026 มูลค่าตลาดสีทาอาคารจะอยู่ที่ราว 36,600 ล้านบาท หดตัว -2.4%YOY จากปี 2025 ตามภาวะตลาดที่อยู่อาศัยที่ยังไม่ฟื้นตัว และการเปิดโครงการใหม่ของผู้พัฒนาอสังหาฯ ที่ยังชะลอ ส่งผลให้การจำหน่ายและการใช้งานสีลดลงต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงอาคาร โรงแรม ศูนย์การค้า และการซ่อมแซมที่พักอาศัยยังคงช่วยพยุงความต้องการได้บางส่วน ส่วนราคาสีเฉลี่ยในปี 2026 คาดว่าจะอยู่ที่ ประมาณ 100 บาทต่อลิตร ลดลงเล็กน้อยจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ปรับลดตามราคาน้ำมัน
สำหรับตลาดอุตสาหกรรมสีทาอาคารมีผู้เล่นหลัก 8 ราย รวมถึงผู้ผลิตไทยและต่างชาติที่ลงทุนตั้งโรงงานในไทย และเป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันสูง โดยเฉพาะระหว่างสินค้ากลุ่ม Premium & Specialty Paints เช่น สีปลอดสารพิษ สีกันเชื้อรา สะท้อนความร้อน กับ Standard & Economy Paints ที่แข่งขันด้วยราคาคุ้มค่า
แม้ตลาดนี้จะมีการนำเข้าสีทาอาคารจากจีนเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2023 แต่ผู้ผลิตไทยยังสามารถรักษาศักยภาพการแข่งขันได้เพราะผลิตในปริมาณมาก และมีความหลากหลายของสินค้า ครอบคลุมตั้งแต่ระดับ Economy ถึง Premium
นอกจากนี้ผู้บริโภคไทยยังไม่มั่นใจในคุณภาพของสินค้าจีนอีกด้วย
ในมุมของแนวโน้มและโอกาสการเติบโตของตลาดสีทาอาคาร จากข้อมูลของ SCB EIC พบว่า มี 3 ประการที่น่าสนใจดังนี้
1.สีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ซึ่งประกอบด้วย
-เทรนด์อาคารสีเขียว (Green Building) และมาตรฐาน Building Energy Code (BEC) ที่บังคับใช้กับอาคารขนาดใหญ่ จะกระตุ้นความต้องการสีประเภทประหยัดพลังงาน
เช่น
สีสะท้อนความร้อน ช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคาร
สีที่มีสารระเหยต่ำ (Low-VOCs) หรือ Zero-VOCs
-สีที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้งานและสัตว์เลี้ยง
นอกจากนี้ สีเหล่านี้ยังสอดคล้องกับมาตรฐานอาคารเขียว LEED (สหรัฐฯ) และ TREES (ไทย) ซึ่งเป็นเกณฑ์สำคัญในการพัฒนาโครงการอสังหาฯ สมัยใหม่
2.พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง
ผลสำรวจ Residential Real Estate Survey 2025 โดย SCB EIC พบว่าผู้บริโภค 42% ยินดีจ่ายเพิ่ม 1–5% สำหรับวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และอีก 28% ยินดีจ่ายเพิ่ม 6–10% เพิ่มขึ้นจาก 22% ในปีก่อน
นอกจากนี้ ผู้บริโภครุ่นใหม่เริ่มให้ความสนใจกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่าย และสามารถ “ทำเองได้” (DIY – Do It Yourself) เช่น สีภายในที่แห้งไว ปราศจากกลิ่น หรือสามารถล้างทำความสะอาดได้
3.ช่องทางจำหน่ายใหม่
การเติบโตของแพลตฟอร์ม E-commerce และการใช้เทคโนโลยี AI และ AR ช่วยให้ลูกค้าสามารถจำลองสีบนผนังจริงได้ก่อนซื้อ เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยขยายตลาดสีทาอาคารสู่ผู้บริโภคโดยตรง