อัตราการว่างงานเป็นหนึ่งในไม่กี่ตัวชี้วัดเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นกลับเร็วหลังวิกฤตโควิด-19 จากจุดสูงสุด 2.25% ในไตรมาส 3 ปี 2021 เหลือเพียง 0.9% ในไตรมาส 2 ปี 2025 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนโควิดที่ 1% สะท้อนภาพตลาดแรงงานที่ดูเหมือนกลับสู่ภาวะปกติ
จากข้อมูลของ SBC EIC พบว่า “แรงส่ง” ในตลาดแรงงานเริ่มอ่อนลงตั้งแต่ต้นปี 2025 ทั้งจากการชะลอตัวของรายได้จริง จำนวนผู้มีงานทำและชั่วโมงทำงานที่ลดลง รวมถึงสัดส่วนผู้ทำงานไม่เต็มเวลาที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งหมดสะท้อนความเปราะบางที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงที่การเติบโตอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ภายใต้แรงกดดันจากสงครามการค้าและอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแรง
การชะลอตัวของตลาดแรงงานไทยเริ่มส่งสัญญาณเปราะบางตั้งแต่ต้นปี 2025 จากตัวชี้วัดเชิงลึกที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่น่ากังวลใน 3 มิติหลัก ได้แก่
1.อัตราว่างงานในระบบประกันสังคมและแรงงานอายุน้อยเร่งตัวสูงขึ้น
-อัตราว่างงานในระบบประกันสังคม (ม.33/ม.38) อยู่ที่ 2.3% ในเดือนกรกฎาคม 2025 สูงสุดในรอบ 3 ปี เพิ่มจากเฉลี่ย 2.1% ในครึ่งแรกของปี โดยมีผู้ขอรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานราว 275,000 คน ขณะที่ผู้มีงานทำในระบบอยู่ที่ 12.15 ล้านคน
-แรงงานอายุน้อย (15–24 ปี) มีอัตราว่างงานสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2023 อยู่ที่ 5.9% ในไตรมาส 2 ปี 2025 จาก 5.3% ในไตรมาสก่อน โดยเฉพาะกลุ่มจบปริญญาตรีขึ้นไปที่ว่างงานสูงถึง 18.9% เร่งขึ้นจาก 16.1% ในไตรมาส 1 สะท้อนปัญหาการเข้าถึงงานของแรงงานขาดประสบการณ์
-งานศึกษาของ TDRI (Q4/2024) ยังระบุว่า จากประกาศรับสมัครงานออนไลน์ 221,339 ตำแหน่ง มีเพียง 22% ที่ไม่ต้องการประสบการณ์ทำงาน และกว่า 63% ต้องการผู้มีประสบการณ์มาก่อน
2.ผู้มีงานทำลดลงต่อเนื่อง หายไปกว่า 5 แสนคนจากระดับสูงสุดเกือบ 40 ล้านคน ในปี 2023 โดยอัตราการลดลงของผู้มีงานทำมาจาก
-ภาคเกษตร ลดลง 231,000 คน จากผลของภัยแล้งและการย้ายแรงงานไปภาคอื่นที่รายได้สูงกว่า
-ภาคอุตสาหกรรม ลดลง 50,000 คน จากภาคการผลิตที่ยังหดตัวและอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแรง
-ภาคบริการ แม้ยังขยายตัว แต่ในอัตราที่ชะลอลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2022
3.ชั่วโมงทำงานเฉลี่ยลดลง ขณะที่ “ผู้เสมือนว่างงาน” เพิ่มขึ้น
-ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ชั่วโมงทำงานเฉลี่ยอยู่ที่ 41.8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ต่ำกว่าปี 2019 ก่อนโควิดที่มีชั่วโมงการทำงาน 42.8 ชั่วโมง
-สัดส่วน “ผู้เสมือนว่างงาน” เพิ่มขึ้นเป็น 8% จาก 5.8% ในปี 2024 โดยในไตรมาส 1 ปี 2025 สูงถึง 11% สูงสุดในรอบ 4 ปี แบ่งเป็นภาคเกษตร 3.6% และนอกภาคเกษตร 4.4% ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการลดชั่วโมงทำงานและการเปลี่ยนจากจ้างเต็มเวลาเป็นพาร์ตไทม์/ชั่วคราว สะท้อนการปรับลดต้นทุนแรงงานของภาคธุรกิจ ซึ่งจะกดดันรายได้แรงงานในระยะต่อไป
นอกจากนี้ SCB IEC ยังมองว่าตลาดแรงงานไทยที่ทั้งด้านรายได้และโครงสร้างแรงงานในปัจจุบันรายได้แรงงานที่แท้จริงยังต่ำกว่าก่อนโควิด ซึ่งมีผลมาจาก 3 ปัจจัยหลักได้แก่
1.รายได้แรงงานที่แท้จริง (รวม OT และโบนัส ปรับด้วยเงินเฟ้อ) ในไตรมาส2/2025 ยังต่ำกว่าปี 2019 ราว 1.2% และโดยเฉลี่ยรายได้แรงงานแท้จริงอยู่ที่ 16,019 บาท/เดือน ในขณะที่แรงงานภาคเกษตรเฉลี่ยเพียง 8,238 บาท/เดือน
ประกอบกับสัดส่วนแรงงานนอกระบบเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปี 2023 โดยในปี 2024 มีมากถึง 21 ล้านคน หรือ 52.8% ของแรงงานทั้งหมด ซึ่งกลุ่มนี้มีรายได้ต่ำกว่าแรงงานในระบบเกือบเท่าตัว และขาดสวัสดิการพื้นฐาน ส่งผลให้รายได้รวมของตลาดแรงงานฟื้นตัวช้า
2.ตลาดแรงงานไทยจำนวน 8.7 ล้านคน หรือเกือบ 20% ของแรงงานทั้งหมด เสี่ยงได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างหรือลดชั่วโมงทำงาน ที่เกิดจากผลกระทบ และความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งตลาดสหรัฐฯ สูง แม้ไทยสามารถเจรจาลดอัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ เหลือ 19% ก็ตาม
SCB EIC ประเมินว่าแรงงานจำนวน 4.9 ล้านคน หรือประมาณ 12.3% อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีความ “เสี่ยงสูง” ได้แก่
ยางพารา, สิ่งทอ, ยางล้อ, ชิ้นส่วนยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์, เหล็ก, พลาสติก, กุ้ง, เครื่องใช้ไฟฟ้า, ยานยนต์ ฯลฯ
และอีก 3.9 ล้านคน หรือประมาณ10% อยู่ในอุตสาหกรรม “เสี่ยงปานกลาง” เช่น มันสำปะหลัง, น้ำตาล, ปาล์มน้ำมัน, อาหารสัตว์เลี้ยง, โลจิสติกส์, ค้าปลีก, วัสดุก่อสร้าง ฯลฯ
รวมแล้วกว่า 8.7 ล้านคน หรือเกือบ 20% ของแรงงานทั้งหมด เสี่ยงได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างหรือลดชั่วโมงทำงาน
3.ความท้าทายเชิงโครงสร้าง ไทยเข้าสู่ “สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์”
ตั้งแต่ปี 2024 สัดส่วนผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปอยู่ที่ 20.8% ของประชากรทั้งหมด สูงกว่ามาตรฐาน UN
ปี 2024 มีเด็กเกิดใหม่เพียง 462,000 คน ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 571,000 คน ทำให้อัตราเพิ่มตามธรรมชาติติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และ TFR อยู่เพียง 1.0 ต่ำกว่าระดับทดแทนประชากร (2.1)
ผลที่ตามมาคือ “กำลังแรงงาน” ไทยหดตัวเฉลี่ย -0.3% ต่อปี หลังผ่านจุดสูงสุดในปี 2023 ที่ 40.25 ล้านคน
ในขณะที่ผลิตภาพแรงงานลดลงต่อเนื่องข้อมูลจาก OECD (2025) ชี้ว่า ผลิตภาพแรงงานไทยช่วงปี 2020–2024 ลดลงเฉลี่ย 0.6% จากช่วงก่อนโควิดที่ยังโตเกือบ 4% สะท้อนผลจากการลงทุนภาคเอกชนต่ำและการพัฒนาทักษะบุคลากรที่ล่าช้า ซึ่งทำให้แรงงานไทยปรับตัวไม่ทันเทคโนโลยีใหม่
สำหรับทางรอดแรงงานไทย SCB IEC แนะแนวทางผ่านกลยุทธ์ “3 ปรับ”ได้แก่
1.ปรับทักษะ (Reskill & Lifelong Learning)
เรียนรู้ทักษะใหม่ให้สอดคล้องกับตลาดงานยุค AI เช่น การใช้เครื่องมือดิจิทัล วิเคราะห์ข้อมูล และการบริหารงานแบบยืดหยุ่น
2.ปรับทัศนคติทางการเงิน (Financial Resilience)
สร้างความยืดหยุ่นทางการเงิน รู้เท่าทันรายรับรายจ่าย สร้างรายได้หลายช่องทาง ออมเงินฉุกเฉิน และวางแผนหนี้อย่างมีวินัย
3.ปรับตัวทันโลก (Adaptability)
เปิดรับรูปแบบการทำงานใหม่ เรียนรู้เทรนด์โลกและค่านิยมรุ่นใหม่ เพื่อปรับทิศทางอาชีพให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง